Symptoms & Disease

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

เลือกดูโรคอื่นๆ

โรคเรื้อน (Leprosy)

โรคเรื้อน (Leprosy)

                โรคเรื้อน (ขี้ทูต กุฏฐัง ไทกอ หูหนาตาเล่อ โรค ใหญ่ โรคพยาธิ เนื้อตาย โรคผิดเนื้อ ก็เรียก) เป็นโรค ติดต่อเรื้อรังชนิดหนึ่ง โรคนี้พบได้ทุกภาคของประเทศแต่จะพบมากทางภาคอีสาน ปัจจุบันพบได้น้อยลง (ในปี 2547 พบความชุกของโรคนี้เพียง 0.23 ราย ต่อประชากร 10‚000 คน)

                โรคเรื้อน สามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิด ขึ้นกับระดับความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยได้แก่

                1.โรคเรื้อนไม่ทราบชนิด (inceterminate leprosy) ซึ่งเป็นโรคเรื้อนในระยะเริ่มแรก อาการแสดงยัง.ไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 2-3  เดือน บางรายอาจมีอาการคงที่อยู่นาน และบางรายอาจแปรเปลี่ยน เป็นโรคเรื้อนชนิดอื่นๆ

                2. โรคเรื้อนชนิดทูเบอร์คูลอยด์ (tuberculoid leprosy) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในบ้านเรา ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ขาดปากกลาง แต่ไม่สามารถขจัด เชื้อได้หมด เชื้อโรคเรื้อนสามารถเจริญได้ช้าๆ ทำให้ ผิวหนังชาและมีการทำลายเส้นประสาทตั้งแต่ในระยะแรกโรคเรื้อนชนิดนี้จะตรวยไม่ค่อยพบเชื้อ และไม่ติดต่อไปยังผู้อื่น การอักเสบมักจะบรรเทาได้เอง ภายใน 1-3 ปีแต่อาจมีอาการพิกลพิการได้

                3. โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง (borderline leprosy) ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้น้อยกว่าชนิดที่ 2 แต่มากกว่า ชนิดที่ 4 อาจตรวจพบเชื้อได้บ้าง  แต่ติดต่อไปยังผู้อื่นได้ มีอาการและความรุนแรงก้ำกึ่งระหว่างชนิดทูเบอร์คูลอยด์กับชนิดเลโพรมาตัส
                
                4.โรคเรื้อนชนิดเลโพรมาตัส
(lepromatous leprosy) ผู้ป่วยไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ หรือถ้ามีก็น้อยมาก เชื้อโรคเรื้อนสามารถแบ่งตัวเป็นล้านๆ ตัวแพร่ กระจายไปทั่วร่างกาย และตรวจพบเชื้อได้ง่าย จัดเป็นชนิดร้ายแรงและติดต่อได้ง่ายที่สุด เส้นประสาทจะถูก ทำลายในระยะท้ายของโรค

                นอกจากนี้ยังไม่มีชนิดก้ำกึ่งทูเบอร์คูลอยด์ (bor derlinetuberculoid) มีความรุนแรงอยู่ระหว่างชนิด ที่ 2 และ 3 และชนิดก้ำกึ่ง-เลโรมาตัส (borderlinelepromatous) มีความรุนแรงระหว่างชนิดที่ 3 และ 4

สาเหตุ

                เกิดจากเชื้อโรคเรื้อน ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมไคแบคทีเรียมเลเพร (Mycobacterium leprae) เชื่อว่าติดต่อโดยการสัมผัสทางผิวหนังหรือสูดเข้าทางเดินหายใจ โรคนี้ติดต่อกันได้ยาก จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อนระยะติดต่อเป็นเวลานานๆ จึงจะรับเชื้อเข้าร่างกาย

                ระยะฟักตัว เฉลี่ย 3-5 ปี (ต่ำสุด 6 เดือน และนานสุดเป็นเวลาหลายสิบปี)

                ผู้ที่รับเชื้อโรคเรื้อน ไม่จำเป็นจะต้องกลายเป็นโรคเรื้อนทุกราย ทั้งนี้ขึ้นกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ถ้าภูมิคุ้ม กันเป็นปกติ มักจะหายได้เองหรือมีอาการอย่างอ่อน (ไม่ร้ายแรง) แต่ถ้าภูมิคุ้มกันผิดปกติ ก็อาจเป็นโรคชนิดร้ายแรงได้
 
อาการ

                ระยะแรก (โรคเรื้อนไม่ทราบชนิด) ผิวหนังจะ เป็นวงขาวหรือสีจาง ขอบไม่ชัดเจน ผิวหนังในบริเวณนี้จะมีขนร่วงและเหงื่อออกน้อยกว่าปกติ แต่ยังไม่ค่อยรู้สึกชาและเส้นประสาทเป็นปกติ มักจะพบที่หลังก้น แขนขา ระยะนี้อาจหายได้เอง หรืออาจมีอาการเปลี่ยนแปลงเป็นโรคเรื้อนชนิดอื่น 

                โรคเรื้อนชนิดทูเบอร์คูลอยด์ ส่วนมากจะมีผื่น เดียวเป็นวงขาว หรือสีจางขอบชัดเจน หรือเป็นวงขาว มีขอบแดงนูนเล็กน้อย หรือเป็นวงขาว ขอบนูนแดง หนาเป็นปื้น อาจมีสะเก็ดเล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้ ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-10 ซม. ตรงกลางผื่นจะไม่มีขน ไม่มีเหงื่อ และชา  (หยิกหรือใช้เข็มแทงไม่เจ็บ หรือใช้สำลีแตะไม่มีความรู้สึก) พบบ่อยที่บริเวณหน้า ลำตัวและก้นโรคเรื้อนชนิดนี้จะตรวจไม่พบเชื้อ

                บางครั้งอาจตรวจพบเส้นประสาทบวมโตที่ใต้ผิวหนังในบริเวณที่เป็นโรค หรืออาจคลำได้เส้นสระสาทอัลนา (ulnar nerve) ที่บริเวณด้านในของข้อศอก หรือเส้นประสาทที่ขาพับ (peroneal nerve) ตรงบริเวณใต้หัวเข่าด้านนอก หรือเส้นประสาทใหญ่ใต้หู (great auri cular nerve) ตรงด้านข้างของคอ จะมีลักษณะเป็นเส้นแข็งๆ และอาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย ส่วนมากจะตรวจพบเส้นประสาทบวมโตเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่ากายเท่านั้น

                โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง – ทูเบอร์คูลอย์ อาการทางผิวหนังคล้ายกับชนิดทูเบอร์คูลอยด์ แต่จะมีจำนวนผื่นมากกว่า การตรวจเชื้อจากผิวหนังพบได้บ้าง แต่ไม่มากนัก

                โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง ผิวหนังขึ้นผื่นเป็นวงแหวนหรือวงรี ขอบนูนแดงหนาเป็นมัน ขอบในชัดเจนกว่าขอบนอก ตรงกลางผื่นจะไม่มีขน ไม่มีเหงื่อแบบเดียวกับชนิดทูเบอร์คูลอยด์ และจะชาน้อยกว่าชนิดทูเบอร์คูลอยด์ การตรวจเชื้อจากผิวหนังพบได้บ้างแต่ไม่มากนัก

                โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง – เลโพรมาตัส และ ชนิดเลโพรมาตัส จะมีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่จำนวนและการกระจายของรอยโรค   และจำนวนเชื้อที่ตรวจพบจากผิวหนังหรือเยื่อบุจมูก
 
                ผิวหนังจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง ขอบเขตไม่ชัดเจนแล้วต่อมาจะหนาเป็นเม็ด เป็นตุ่มหรือเป็นแผ่น ผิวมักแดงเป็นมันเลื่อม ไม่เจ็บไม่คัน ไม่ชา ผื่นตุ่มเหล่านี้ จะขึ้นกระจายทั้ง 2 ข้างของร่างกาย พบบ่อยตามใบหน้า ใบหู ข้อศอก ข้อเข่า ลำตัว และก้น ขนคิ้วส่วนนอก (ส่วนหางคิ้ว)
มักจะร่วง และขาบวม

                ในระยะท้ายของโรค ผิวหนังจะเห่อหนา มีลักษณะหูหนาตาเล่อ และมีเส้นประสาทบวมโตพร้อมกันทั้ง 2 ข้างของร่างกาย เส้นประสาทที่พบได้บ่อยได้แก่ เส้นประสาทอัลนา และเส้นประสาทใหญ่ใต้หู ทำให้มีอาการชา นิ้วเท้างอ เหยียดไม่ออก มือหงิก เท้าตก นิ้วกุด หรือตาบอด

                เยื่อบุจมูกมักมีอาการอักเสบตั้งแต่ในระยะแรกๆ (มีอาการคันจมูก น้ำมูกมีเลือดปน) ต่อมาจะมีแผลเปื่อย ที่ผนังกั้นจมูก จนทำให้จมูกแหว่ง นอกจากนี้ก็ยังมัก จะมีการอักเสบของกระจกตา และเยื่อบุในช่องปากร่วมด้วย

                โรคเรื้อนชนิดนี้ มักตรวจพบเชื้อจำนวนมากแพร่ กระจายโรคให้ผู้อื่นได้ง่าย มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจตายภายใน 10-20 ปี                                       

ภาพแสดงลักษณะอาการชองผู้ป่วย




 
ข้อแนะนำ

                1.โรคเรื้อนเป็นคนที่มีทางรักษาให้หายขาดได้ และถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม จะสามารถ ป้องกันมิให้เกิดความพิการได้

                2.ผู้ป่วยควรกินยาตามแพทย์สั่งเป็นประจำ อย่าหยุดยาเองจนกว่าแพทย์จะบอกให้เลิก

                3. ถ้ามีอาการชาของมือเท้า ควรระวังอย่าถูกของร้อน (เช่น บุหรี่ เตาไฟ น้ำร้อน) หรือของมีคม ควรใช้ ผ้าพันมือเวลาทำงานและสวมรองเท้าเวลาออกนอกบ้าน

                ถ้ามีบาดแผลเกิดขึ้น ควรรีบหาหมอโดยเร็วอย่าปล่อยให้ลุกลามจนพิการ

                4. ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหากจากผู้อื่น และอย่าใช้เสื้อผ้าและของใช้ร่วมกับผู้อื่น

                5.  ควรอธิบายให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจต่อโรคนี้อย่างถูกต้องและแก้ไขความเชื่อผิดๆ เช่น
 
  • โรคเรื้อนไม่ใช่โรคกรรมพันธุ์ที่ติดไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อได้ยาก ถ้ามีพ่อหรือ แม่เป็นโรคเรื้อน หากแยกลูกย่าให้ใกล้ชิดด้วยจนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ ลูกก็จะไม่เป็นไรนี้
 
  • โรคเรื้อนไม่ได้ติดจากสุนัขขี้เรื้อน ไม่ได้เกิดจาการร่วมประเวณีกับผู้หญิงที่มีประจำเดือน ไม่ติดต่อ ทางอาหารและน้ำหรือเกิดจากการกินของเสลง เช่น หูฉลาม เป็ด ห่าน เป็นต้น

                6. ถึงแม้จะรักษาให้พ้นระยะติดต่อ (เชื้อในร่างกายหมดไป) แต่ความพิการที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มักจะเป็น อย่างถาวร แพทย์อาจแก้ไขด้วยการทำศัลยกรรมตกแต่ง หรือวิธีการทางกายภาพบำบัดต่าง
การรักษา

                หากสงสัย เช่น พบวงด่างขาว ซึ่งเข็มแทงไม่เจ็บหรือมีผื่นหรือตุ่มขึ้นที่ใบหน้า ใบหู 2 ข้าง หรือส่วน อื่นๆ ซึ่งเป็นเรื้อรังหรือใช้ยาทาเป็นเดือนๆ แล้วยังไม่ ดีขึ้น ก็ควรส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อวินิจฉัยโดยทำการขูดผิวหนังใส่บนแผ่นกระจกใส และย้อมด้วยสี แอชิดฟาสต์
(acid fast stain) เช่นเดียวกับการตรวจ ชื้อวัณโรค ถ้าเป็นชนิดเลโพรมาตัสและชนิดก้ำกึ่ง มักจะพบเชื้อโรคเรื้อน แต่ถ้าเป็นชนิดทูเบอร์คูลอยด์ อาจตรวจไม่พบเชื้อ

                นอกจากนี้ อาจทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อของผิวหนัง  และเส้นประสามที่บวมโตไปตรวจดัวยกล้องจุลทรรศน์  เรียกว่า การตรวจชิ้นเนื้อ (biospy)

                หรืออาจทำการทดสอบทางผิวหนัง เรียกว่า การทดสอบเลโพรมิน (lepromin) ซึ่งจะให้ผลบวกใน ผู้ป่วยชนิดทูเบอร์คูลอยด์ และให้ผลลบให้ผู้ป่วยชนิดเลโพรมาตัส
 
                การรักษา ให้ยารักษาโรคเรื้อน ซึ่งมีให้เลือกใช้ 3 ชนิด ได้แก่ แดปโซน (dapsone) หรือดดีเอส (diaminodiphenyl sulphone/DDS) ไรแฟมพิซิน (rifampicin) และโคลฟาซิมีน (clofazimine) มีชื่อทางการค้า เช่น แลมพรีน (Lamprene)โดยเลือกใช้ให้เหมาะกับชนิดและความรุนแรงของโรค ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
 
                1. ประเภทที่ตรวจไม่พบเชื้อ หรือเชื้อน้อยมากจนตรวจไม่พบ ได้แก่ โรคเรื้อนไม่ทราบชนิด ชนิดทุเบอร์คูลอยด์ และชนิดก้ำกึ่งทูเบอร์คูลอยด์ ให้ยา แดปโซน 100 มก.(เด็ก 1-2 มก./กก.) วันละครั้งทุกวันร่วมกับไรแฟมพิซิน 600 มก. (เด็ก10 มก./กก.) เดือนละครั้ง นาน 6 เดือน ถ้าครบ 6 เดือนแล้ว ตรวจพบว่ามีอาการกำเริบ ให้การรักษาต่ออีก 6 เดือน

                หลังจากนั้นควรตรวจร่างกายและตรวจเชื้ออย่างน้อยปีละครั้ง เป็นเวลา 3 ปี
 
                2.  ประเภทเชื้อมาก ได้แก่ โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่งชนิดก้ำกึ่ง เลโพรมาตัส และชนิดเลโพรมาตัส ให้ไรแฟมพิซิน 600 มก.(เด็ก 10 มก./กก.) ร่วมกับโคลฟาซิมีน 300 มก. (เด็กอาจุต่ำกว่า 5 ปี 100 มก.6-14 ปี 150-200 มก.และตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 300 มก.) เดือนละครั้งและให้แดปโซน 100 มก. (เด็ก 1-2 มก./ กก.) ร่วมกับโคลฟาซิมีน 50 มก.(เด็ก 1 มก./กก.) วันละครั้ง ทุกวัน อย่างน้อย 2 ปี จนกว่าตรวจไม่พบเชื้อ และอาการไม่กำเริบ

                หลังจากนั้นควรตรวจร่างกายและตรวจเชื้ออย่างน้อยปีละครั้ง เป็นเวลา 5 ปี 

                สำหรับแดปโซน หรือดดีเอส อาจทำให้เกิดอาการแพ้เป็นผื่นคัน ตับอักเสบ หรือเกิดภาวะเม็ดเลือด ขาวต่ำ (agranulocytosis)ในผู้ป่วยที่มีภาวะพร่อง เอนไซม์จี-6-พีดี อาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการเห่อ (lepra reaction) ทำให้มีผื่นตุ่มขึ้น มีไข้ ปวดตามข้อตามกระดูกและปวดประสาท ถ้าสงสัยมีผลข้างเคียงมากยา ควรรีบหยุดยาและกลับไปพบแพทย์ที่รักษาโดยเร็ว ๆ


การป้องกัน
 
                1. อย่าอยู่ใกล้ชิดหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยระยะติดต่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีเด็กอยู่ในบ้านเดียวกับผู้ป่วยควรแยกเด็กออกต่างหาก อย่าให้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย จนพ้นระยะติดโรค (ตรวจไม่พบเชื้อบนผิวหนัง ของผู้ป่วย)

                2. อย่าใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และของใช้ร่วมกับผู้ป่วย

                3. หมั่นตรวจดูอาการทางผิวหนังของสมาชิกทุกคนในครอบครัวของผู้ป่วย ถ้ามีอาการน่าสงสัย ควรรีบไปตรวจที่โรงพยาบาล
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient