Symptoms & Disease

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

เลือกดูโรคอื่นๆ

ลมพิษ (Urticaria)


ลมพิษ(Urticaria)

                ลมพิษ เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในคนทุกวัย แต่ จะพบมากในช่วงอายุ 20-40 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 3 ต่อ 2 ส่วนใหญ่จะเป็นอยู่เพียงไม่กี่วัน ก็หายได้เอง โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างใด แต่บางรายอาจเป็นๆ หายๆ เรื้อรังได้ ถ้าพบว่าเป็นลมพิษติดต่อกันนานเกิน 2 เดือน เรียกว่า ลมพิษชนิดเรื้อรัง ถ้าเป็นไม่เกิน 2 เดือน เรียกว่า ลมพิษชนิดเฉียบพลัน 

                ผู้ป่วยอาจมีประวัติเคยเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน หรือ มีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย


สาเหตุ

                ลมพิษ เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง เมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่แพ้ จะสร้างสารแพ้ที่เรียกว่า ฮิสตามีน (histamine) ออกมาจากเซลล์ในชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัว มีพลาสมา (น้ำเลือด) ซึมออกมาในผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นผื่นนูนแดง

                มักมีสาเหตุจากการแพ้อาหาร (เช่น อาหารทะเล กุ้ง ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ ถั่ว มะเขือเทศ ซีอี๊ว เต้าเจี้ยว เป็นต้น) สารที่ผสมในอาหาร (เช่น ผลชูรส สารกันบูด สีผสมอาหาร) เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ยา (เช่น แอสไพรินยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ อีนาลาพริล เพนิซิลลิน ซัลฟา เป็นต้น) เซรุ่ม วัคซีน พิษแมลงสัตว์กัดต่อย (เช่น ผึ้ง ต่อมด ยุง เป็นต้น) ฝุ่น ละอองเภสร ขนสัตว์ นุ่น (ที่นอน หมอน) ไหม หรือสารเคมี (เช่น เครื่องสำอาง สเปรย์ ยาฆ่าแมลง เป็นต้น)

                บางรายที่เป็นโรคติดเชื้อ เช่น ทอนซิลอักเสบ หูอักเสบ ท้องเดิน ไซนัสอักเสบ ไตอักเสบ โรคเรื้อรา โรคพยาธิ เป็นต้น ก็อาจมีอาการของลมพิษเกิดขึ้นได้

                แต่บางรายก็อาจตรวจไม่พบสาเหตุชัดเจน

                ในรายที่เป็นลมพิษเรื้อรัง (เป็นติดต่อกันนาน เกิน 2 เดือน) ส่วนมากจะไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด ส่วน น้อยที่อาจพบว่ามีสาเหตุ ซึ่งนอกจากเกิดสาเหตุ  อย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าว (โดยเฉพาะแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์) แล้ว ยังอาจมีสาเหตุจากการ แพ้ความร้อน ความเย็น (น้ำเย็น น้ำแข็ง อากาศเย็น ห้องปรับอากาศ)  แสงแดด เหงื่อ (เช่น หลังจากออกกำลังกาย) น้ำ แรงดัน แรงกด หรือการขีดข่วนที่เกิดกับผิวหนัง การยกน้ำหนัก โรคติดเชื้อเรื้อรัง (เช่น ฟันผุ โรคพยาธิลำไส้  ตัวจี๊ด หูน้ำหนวก)

                บางรายอาจเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น เอสแอลอี  มะเร็ง  เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้เป็น ส่วนน้อย

                นอกจากนี้ความเครียด ความวิตกกังวล และอารมณ์ของผู้ป่วย ก็อาจเป็นสาเหตุของลมพิษเรื้อรังได้  รวมทั้งทำให้อาการลมพิษกำเริบในรายที่เกิดจากสาแหตุ อื่นๆ


 
 
 
อาการ

                มักเกิดขึ้นฉับพลัน ด้วยอาการขึ้นเป็นวงนูนแดงมีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น วงกลม วงรี วงหยัก เนื้อภายในวงนูนและสีซีดกว่าขอบเล็กน้อย ทำให้เห็น เป็นขอบแดงๆ คล้ายเอาลิปสติกผู้หญิงมาขีดเป็นวงไว้ ผู้ป่วยจะรู้สึกคันมาก พอเกาตรงไหน ก็จะมีผื่นแดงขึ้นตรงนั้น บางรายอาจมีไข้ขึ้นเล็กน้อย หรือรู้สึกร้อนผ่าวตามผิวกาย

               ลมพิษอาจเกิดขึ้นที่หน้า แขนขา ลำตัว หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายก็ได้ มักขึ้นกระจายตัวไม่เหมือนกันทั้ง 2 ข้างของร่างกาย

               วงนูนแดงจะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก็จะยุบหายไปเอง แต่อาจเกิดขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งใหม่ได้อีกภายในวันเดียวกันหรือวันต่อมา หรือใน เดือนต่อๆ  มาก็ได้ บางรายอาจขึ้นติดต่อกันเป็นวันๆ ก็ได้ แต่ส่วนมากมักจะยุบหายได้เองภายใน 1-7 วัน

                ในรายที่เป็นลมพิษชนิดรุนแรง ที่เรียกว่า ลมพิษยักษ์ หรือแองจิโอดิมา (angioedema/angioneurotic edema) จะมีอาการบวมของเนื้อเยื่อชั้นลึกของผิวหนังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-3 นิ้ว หรือมากกว่า กดไม่บุ๋ม  มักขึ้นที่ริมฝีปาก หนังตา หู ลิ้น หน้า มือ แขนหรือส่วนอื่นๆ มักเป็นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ก็จะยุบหายไปเอง  แต่ถ้ามีอาการบวมของกล่องเสียงร่วมด้วย อาจทำให้หายใจลำบาก ตัวเขียวเป็นอันตรายได้ อาจเกิด จากการแพ้อาหาร หรือแพ้ยา เช่น กลุ่มยาต้านเอช แอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์  

                ในรายที่เป็นเรื้อรัง มักมีลมพิษขึ้นเป็นๆ หาย ๆ ติดต่อกันแทบทุกวันเป็นเวลานานกว่า 2 เดือน และอาจเป็นอยู่เป็นปีๆ กว่าจะหายขาดไปได้เอง

ข้อแนะนำ

                1.ผู้ป่วยควรสังเกตสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษ อาจเป็นอาหาร ยา สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ แล้วหาทางหลีกเลี่ยงเสีย จะช่วยให้หายขาดได้

                2. ควรออกกำลังกายและพยายามหลีกเลี่ยงภาวะเครียดทั่วทางร่างกายและจิตใจ และทำใจให้สบายอย่าวิตกกังวล อาจช่วยให้อาการบรรเทาได้

                3. ลมพิษเรื้อรังส่วนมากจะไม่ทราบสาเหตุ และ ไม่มีอันตรายร้ายแรง อายเป็นอยู่เป็นแรมปี แล้วหายไปได้เอง ผู้ป่วยควรกินยาแก้แพ้ เป็นประจำ จนกว่าจะหายส่วนน้อยเท่าที่อาจมีโรคร้ายแรงร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นลมพิษเรื้อรังควรตรวจหาสาเหตุให้แน่นอนเสียก่อน

                4. ผู้ที่เป็นลมพิษบ่อยหรือมีโรคภูมิแพ้อยู่ประจำควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน และยาต้านอักเสบ ที่ไม่ใช่สตีรอยด์ เพราะยาเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้โรคภูมิ แพ้กำเริบได้
 
การรักษา  

                1. ประคบด้วยน้ำเย็น น้ำแข็ง หรือทายาแก่ผดผื่นคัน  หรือทาด้วยเหล้า หรือแอลลอฮอล์ (ถ้าไม่ แพ้สารนี้)

                2. ห้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน ได-เฟนไฮดรามีน  หรือไฮดรอกไซซีน ให้กิน ครั้งละ 1-2 เม็ด (เด็กลดลงตามอายุ) ถ้ายังมีอาการซ้ำได้ ทุก 6-8  ชั่วโมง

                ถ้าเป็นมากหรือกินยาไม่ได้  ควรใช้ยาแก้แพ้ดังกล่าว ชนิดฉีดครั้งละ ครึ่ง – 1 หลอด

                ในรายที่มีอาการหายใจลำบาก เนื่องจากเป็น สมพิษยักษ์  ควรฉีดอะดรีนาลิน  0.5 มล. (เด็ก 0.2-0.3 มล.) เข้าใต้ผิวหนังทันที  แล้วส่งโรงพยาบาลด่วน

                3. พยายามหาสาเหตุ แล้วกำจัดหรือหลีกเลี่ยงเสีย เช่น ถ้าแพ้ยากหรืออากาหาร ก็หยุยาหรือเลิกกิน อาหารชนิดนั้น  ถ้าเป็นโรคพยาธิลำไส้   ก็ให้ยาถ่ายพยาธิ  เป็นต้น

                4.ให้ยาแล้วไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ หรือเป็นๆ หาย ๆ (กินยาแก้แล้วดีขึ้น พอหยุดยาก็กลับกำเริบใหม่) นานเกิน 2 เดือนหรือสงสัยมีโรคอื่นร่วมด้วย ควรส่งตรวจที่โรงพยาบาล
  
                การตรวจหาสาเหตุ นอกจากการซักถามประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว อาจต้องตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ  เอกซเรย์ หรือทำการทดสอบผิวหนัง (skin test) หรือตรวจพิเศษอื่นๆ  ตามแต่สาเหตุ ที่สงสัย

                การรักษา แพทย์จะให้การรักษาดังนี้

                ก.ในรายที่เป็นลมพิษเฉียบพลันโดยไม่มีโรค อื่นร่วมด้วย ถ้าใช้ยาแก้แพ้ไม่ได้ผล อาจให้เพร็ดนิโซโลน วันละครั้ง หลังอาหารเช้า เป็นเวลา 10 วันโดย วันแรกให้ขนาด 40-60 มก.(เด็ก เริ่มด้วยขนาด 1 มก./กก/วัน) แล้วค่อย ๆ ลดลงจนวันสุดท้าย เหลือขนาด 5-10 มก.

                ข.ถ้าเป็นลมพิษยักษ์และมีอาการหายใจลำบาก ตัวเขียว แพทย์จะให้ยาฉีดอะดรีนาลิน ร่วมกับ ยาแก้แพ้  สตีรอยด์ และรานิทิดีนชนิดฉีด แบบเดียวกับการรักษาภาวะช็อกจากการแพ้  และอาจจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

                ค.ในรายที่เป็นเรื้อรัง ให้ยาแก้แพ้ เช่น ไฮ ดรอกไซซีน (hydroxyzine) ขนาด 10-20 มก.วันละ 1-3 ครั้ง ซึ่งจะได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่แพ้เหงื่อ แพ้แดด หรือแพ้รอยขีดข่วน

                 ถ้าตรวจพบสาเหตุ ก็ให้การแก้ไขตามสาเหตุ  

               ในรายที่แพ้ความเย็นหรือน้ำ อาจให้ยาแก้แพ้ที่มีชื่อว่า ไซโพรเฮปตาดีน (cyproheptadine) มีชื่อ ทางการค้า เช่น เพอริแอกทิน  (Periacton) 1 เม็ดวันละ 3 ครั้ง ถ้าเป็นอยู่ประจำ ควรให้กินก่อนจะสัมผัสถูกความ เย็นหรือน้ำประมาณ ละ ครึ่ง – 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการ

                ในรายที่จำเป็นต้องกินยาแก้แพ้เป็นประจำ และจำเป็นต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือขับรถแพทย์จะให้ยาแก้แพ้ที่ไม่ง่วง เช่น ลอราทาดีน 10 มก.วันละครั้งแทน

                เมื่อกินยาแก้แพ้ แล้วอาการทุเลา  อาจลดยา เหลือเพียงวันละครั้งในขนาดต่ำสุด (ครึ่ง – 1เม็ด) ก่อนนอกทุกวัน สัก 2-3 เดือน  แล้วลองหยุดยา  ถ้ากำเริบใหม่  ก็กินยาใหม่ บางรายอาจต้องกินยานานเป็นแรมปีบางรายอาจนาน 3-5 ปี กว่าจะหายขาดก และหยุดยาได้

                ในรายที่ให้ยาแก้แพ้ดังกล่าวไม่ได้ผล แพทย์ อาจให้ยาแก้ซึมเศร้าที่มีชื่อว่า ดอกซีพิน (doxepin) ซึ่ง มีฤทธิ์แก้แพ้ ครั้งละ 25-75 มก. ก่อนนอน

                ง. กรณีที่ให้ยาแก้แพ้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ผลแพทย์จะให้ยาต้าน เอช 2 (Hantagonists) เช่น รานิทิดีน 150 มก.วันละ 2 ครั้งร่วมกับยาแก้แพ้ ยานี้จะช่วยเสริมฤทธิ์ยาแก้แพ้ โดยการระงับอาการบวมแดงของลมพิษ

                จ. ถ้าตรวจพบโรคที่เป็นร่วมด้วย เช่น เอสแอลดีโรคติดเชื้อโรคพยาธิ มะเร็ง เป็นต้น ก็ให้การรักษาโรค เหล่านนี้ร่วมกับการรักษาอาการลมพิษ
 
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient