Symptoms & Disease

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

เลือกดูโรคอื่นๆ

โซริอาซัส/โรคเกล็ดเงิน (Psoriasis)

โซริอาซัส/โรคเกล็ดเงิน (Psoriasis)

                โซริอาซิส (โรคเกล็ดเงิน สะเกิดเงิน ก็เรียก) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะขึ้นเป็นผื่นหรือ ปื้นและมีเกล็ดสีเงินปกคลุม มักมีอาการเป็นๆ หาย ๆ นานเป็นแรมปีหรือตลอดชีวิตโดยไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อและไม่ติดต่อให้ผู้สัมผัสใกล้ชิด

                พบได้ประมาณร้อยละ 1-3 ของคนทั่วไป ชายและหญิงพบได้เท่าๆ กันพบได้ในคนทุกวัย มักจะเริ่ม มีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 10-40 ปี
                               
                ผู้ป่วยประมาณ 1ใน 3 พบว่ามีประวัติโรคนี้ในครอบครัว และอาการมักจะกำเริบเมื่อมีสาเหตุกระตุ้น ที่พบบ่อยคือ ความเครียด

สาเหตุ

                โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

                ในคนปกติ เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าจะมีการงอกใหม่จากชั้นใต้ผิวหนังขึ้นมาทดแทนเซลล์ผิวหนังบนชั้นนอกสุดที่แก่ตัวตายและหลุดออกไปเป็น วัฎจักรโดยเซลล์ผิวหนังที่งอกใหม่จะใช้เวลาเคลื่อนตัวจาก ชั้นใต้ผิวหนังขึ้นมาที่ชั้นนอกสุดของผิวหนังประมาณ 26 วัน

                แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้ พบว่าบริเวณรอยโรคจะมีการแบ่งตัวหรืองอกของเซลล์ผิวหนังใหม่เร็วกว่าปกติ และใช้เวลาเคลื่อนตัวมาที่ชั้นนอกสุดของผิวหนังเพียง ประมาณ 4 วัน ทำให้เซลล์ผิวหนังที่แก่ตัวหลุดออกใน อัตราความเร็วไม่ทันกับการงอกของเซลล์ใหม่ปื้น และมีเกล็ดสีเงินปกคลุมซึ่งหลุดออกง่าย

                สันนิษฐานว่าความผิดปกติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ ความแปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกัน กล่าวคือ ลิมโฟไซต์ ที่มีชื่อว่า Tcells (ปกติทำหน้าที่ในการต่อสู่กับเชื้อโรค) ถูกกระตุ้นให้ทำงานมากเกิน เมื่อเคลื่อนตัวมาที่ชั้นใต้ ผิวหนัง ก็จะทำงานร่วมกับสารอื่นๆ กระตุ้นให้เซลล์ หนังกำพร้าเกิดการแบ่งตัวและเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ผิดปกติ และก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหนังทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้

                กลไกของการเกิดโรคโซริอาซิส เชื่อว่าเกี่ยวข้อง กับปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ ร่วมกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีลักษณะซับซ้อน

                ปัจจุบัน พบว่ามียีนผิดปกติของโรคนี้อยู่มากกว่า 8 ชนิด ผู้ป่วยแต่ละรายจะมียีนผิดปกติที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้มีอาการแสดงได้หลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้  ยังพบว่าผู้ที่มียีนของโรคนี้แฝงอยู่ในร่างกายมีถึง1ใน 3 ที่มีอาการ ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ กระตุ้นให้เกิดอาการ

                สาเหตุกระตุ้นที่อาจพบได้ เช่น ความเครียดทั้ง ทางร่างกายและจิตใจ การติดเชื้อ (เช่น คออักเสบจาก เชื้อสเตรปโตค็อก การติดเชื้อเอชไอวี) การบาดเจ็บที่ผิวหนัง การใช้ยาปิดกั้นบีตาหรือลิเทียม พบว่าเป็นสาเหตุ ทำให้โรคกำเริบเป็นครั้งแรก

                ส่วนปัจจัยที่ทำให้โรคมีอาการกำเริบซ้ำหรือรุนแรงมากขึ้น เช่น ความเครียด การติดเชื้อต่างๆ (รวมทั้งการ ติดเชื้อเอชไอวี) การแกะเกาขูดข่วนที่ผิวหนัง แมลงกัด ต่อย แพ้แดดหรือถูกแดดมาก อากาศหนาวเย็น การสูบ บุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์จัด ความอ้วน การใช้ยา (เช่น คลอโรควีน ยาปิดกั้นบีตา ยาต้านเอช ลิเลียม ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาที่เข้าไอโอไดด์ เป็นต้น การหยุดกินยาสตีรอยด์ (ที่เคยใช้ได้ผลอยู่ก่อน ก็อาจทำให้อาการกำเริบได้)

                อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่พบว่ามีสาเหตุอะไรเป็นตัวกระตุ้นก็ได้

               
 
อาการ

                มีอากาการแสดงได้หลายชนิด ซึ่งอาจเป็นชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดร่วมกัน ดังนี้
 
  • โซริอาซิสชนิดปื้นหนา (plaque psoriasis) ซึ่ง และมีขุยสีขาว (สีเงิน) อยู่ที่ผิว ต่อมาตุ่มจะค่อยๆ ขยายออกจนกลายเป็นใหญ่และหนา และขุยสีขาวที่ผิวจะหนาตัวขึ้นเห็นเป็น เกล็ดเงิน (ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า โรคเกล็ดเงิน หรือสะเก็ดเงิน) เกล็ดนี้จะร่วงเวลาถอดเสื้อหรือเดินไปไหนมาไหน หรือร่วงอยู่ตามเก้าอี้หรือที่นอน ถ้าขูดเอา เกล็ดออกจะมีรอยเลือดออกซิบๆ 

                รอยโรคอาจมีอาการคันหรือเจ็บ และอาจดู คล้ายอาการของโรคกลาก ผิวหนังอักเสบจากภูมิ แพ้

                ความผิวปกติดังกล่าวอาจเกิดที่ผิวหนังได้ทุกส่วน แต่มักจะพบที่หนังศีรษะ และผิวหนังส่วนที่เป็นปุ่มนูนของกระดูก ที่พบบ่อยได้แก่ ข้อศอก ข้อเข่า อาจพบที่บริเวณก้นกบ หน้าแข็ง รอยโรคจะมีขนาดต่างๆ กันอาจขึ้นเพียงไม่กี่แห่งหรือกระจายทั่วไปก็ได้ นอกจากนี้รอยโรคลักษณะดังกล่าวยังชอบขึ้นตามบริเวณผิวหนัง ที่เคยได้รับบาดเจ็บหรือชอกซ้ำ เช่น รอยบาดแผล รอย ขีดข่วน เป็นต้น บางรายอาจมีรอยโรคภายในเยื่อบุช่องปากหรือบริเวณอวัยวะเพศก็ได้

                ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีรอยโรคลักษณะดังกล่าว เป็นปื้นหนาๆ ขึ้นๆ ยุบ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่หายขาด
  • โซริอาซิสชนิดตุ่มเล็ก (guttate psoriasis) มักพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี และมักเกิดอาการครั้งแรก หลังจากเป็นคออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส ลักษณะเป็นตุ่มหรือผื่นแดงเล็กๆ รูปร่างคล้ายหยดน้ำ ขึ้นตาม ลำตัว แขน ขา หนังศีรษะ และมีเกล็ดเงินเล็กๆ ปกคลุ่ม อาจเกิดอาการเพียงครั้งเดียวแล้วหายขาดไปเลย หรือ อาจกำเริบซ้ำๆโดยเฉพาะเวลาที่มีการติดเชื้อของทางเดินหายใจ รอยโรคอาจดูคล้ายผื่นพีอาร์  ซิฟิลิส  ผื่นแพ้ยา
 
  • โซริอาซิสชนิดรอยพับ (inverse/flexural psoriasis) ลักษณะเป็นรอยแดง ผิวราบเรียบ มีขอบเขตชัดเจนไม่มีเกล็ดเงินพบที่รักแร้ ขาหนีบ ใต้นม ข้อพับต่างๆ และรอบๆ  อวัยวะเพศ มักพบในผู้ที่น้ำหนักเกิน หรืออ้วน อาการจะกำเริบมากขึ้นเมื่อมีเหงื่อออกหรือมี การเสียดสี รอยโรคดูคล้ายโรคสังคัง โรคเชื้อรา แคนดิดา
 
  • โซริอาซิสชนิดตุ่มหนอง (pustular psoriasis) ซึ่งพบได้บ่อยลักษณะขึ้นเป็นตุ่มน้ำขุ่นแบบตุ่มหนอง โดยไม่มีการติดเชื้อ(sterile pustule) แรกเริ่มจะขึ้นเป็น ผื่นแดงเจ็บก่อน หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงก็จะพุขึ้นเป็น หนอง  แล้วหายเองภายใน 1-2 วัน อาการอาจกำเริบ (เป็นวงจร ผื่นแดงตุ่มหนอง ตกสะเก็ด) ได้ทุกๆ 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์ อาจเกิดเฉพาะที่ เช่น ฝ่ามือฝ่าเท้า  ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า หรือกระจายทั่วตัว ซึ่งอาจมีอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด คันมากร่วมด้วยรอยโรคดูคล้ายผิวหนังอักเสบที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนพุพอง 
 
  • โซริอาซิสชนิดแดงและเป็นเกล็ดทั่วตัว (ery throdermic psoriasis) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้น้อยที่สุดลักษณะเป็นผื่นแดงและมีเกล็ด คนปวดแสบปวดร้อน ขึ้นกระจายทั่วตัว ผู้ป่วยอาจเป็นโซริอาซิสชนิดปื้นหนา มาก่อน แต่ควบคุมอาการได้ไม่ดี มักกำเริบเวลามีความ เครียด เกิดบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อยลวก แพ้ยา หรือติดเชื้อ หรือหยุดยาสตีรอยด์ที่เคยกินเป็นประจำ อาจมีภาวะ แทรกซ้อนแบบบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก เช่น ภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อ เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้
       
  • โซริอาซิสชนิดเกิดที่หนังศีรษะ (scalp pso riasis) พบได้ประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ อาจมีอาการเกิดขึ้นอาจมีอาการเกิดขึ้นก่อนมีผื่นตามตัว ลักษณะเป็นผื่น แดงหนา ขอบเขตชัดเจน และมีเกล็ดเงินขึ้นตามแนวไรผม บางครั้งอาจลามมาที่หน้าผาก  มักไม่มีอาการผมร่วงอาจมีอาการคัน เวลาเกาหนังศีรษะอาจมีเกล็ดหนังร่วง เกาะตามผมและไหล่ ลักษณะคล้ายรังแคmโรคกลากที่ศีรษะ
 
  • โซริอาซิสชนิดเกิดที่เล็บ (nail Psoriasis) เกิดได้ทั้งที่เล็บมือเล็บเท้า มีอาการได้หลายลักษณะ เช่น มีจุดสีน้ำตาลใต้เล็บ    เล็บเป็นหลุม เล็บขุขระ เล็บแยกตัวออกจาเนื้อใต้เล็บ (onycholysis) ผิวใต้เล็บหนา (subungual keratosis) มักเกิดร่วมกับเนื้อเยื่อขอบเล็บอักเสบ (paronychia) บางครั้งอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราร่วมด้วย อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นโรคกลากที่เล็บ(190)โรคเชื้อราแคนดิดาที่เล็บ ในรายที่เป็นรุนแรงเนื้อ เล็บจะเปื่อยยุ่ย ถูกทำลาย
 
  • ข้ออักเสบจากโซริอาซิส (Psoriatic arthritis) พบได้ประมาณร้อยล่ะ 5-15 ของผู้ป่วยโซริอาซิส ส่วนมากพบร่วมกับรอยโรคที่ผิวหนังเรื้อรัง ส่วนน้อยอาจมี อาการข้ออักเสบนำมาก่อนอาการที่ผิวหนัง มักพบที่ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าซึ่งมีลักษณะปวด บวม และข้อแข็ง คล้ายโรคปวดข้อรูมาตอยด์  บางรายอาจมีการอักเสบของ ข้อเข่า สะโพก และข้อกระดูกสันหลัง อาจเป็นเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อพร้อมกันก็ได้ อาการข้ออักเสบอาจ ค่อยๆ เป็นรุนแรงขึ้นจนข้อพิการในที่สุดก็ได้
ข้อแนะนำ

                1.โรคนี้มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง โดยมีบางช่วงที่อาจหายดีเหมือนปกติ แต่สักพักหนึ่งก็กลับ กำเริบขึ้นอีก บางรายอาจมีระยะสงบจากอาการนานเป็น ปีๆ แต่บางรายอาจกำเริบบ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี ภาวะเครียดทางร่างกายหรือจิตใจ ดังนั้นจึงควรติดต่อ รักษากับแพทย์คนใดคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง  อย่าเปลี่ยน แพทย์ เปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อย

                2.โรคนี้แม้จะเป็นเรื้อรัง แต่มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แม้จะมีรอยโรคแลดูน่าเกลียด แต่ก็ไม่ได้เป็นโรคติดต่ออย่างโรคเชื้อราหรือโรคเรื้อน (บางคนเรียกชื่อโรคนี้ว่า โรคเรื้อนกวาง ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่า เป็นโรคเรื้อน) สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างใกล้ชิดได้และก็ไม่ได้เป็นโรคร้ายแบบมะเร็งหรือเอดส์ ดังนั้น จึงควรอธิบายให้ญาติพี่น้องของผู้ป่วยและคนทั่วไปเข้าใจ จะได้ให้การดูแลและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย อย่าแสดงความรังเกียจจนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมีปมด้วยหรือ ซึมเศร้า

                3. ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการและความรุนแรงแตกต่างกันไป อาจอาการเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือ มากกว่า1ชนิด หรือเปลี่ยนชนิดไปมาก็ได้  บางรายอาจมีผื่นขึ้นเฉพาะที่ ไม่ลุกลามออกไป แต่บางรายอาจทวี ความรุนแรงไปเรื้อยโดยทั่วไปถ้าเริ่มมีอาการครั้งแรก ตอนอายุน้อยก็มีโอกาสเกิดความรุนแรงมากขึ้น อย่างไร ก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเพียงเล็กน้อย สามารถ รักษาด้วยการใช้ยาสตีรอยด์ทาเป็นครั้งคราว สามารถ ทำงานและดำเนินชีวิตได้อย่างคนปกติทั่วไป

                4.โรคนี้อาจแสดงอาการได้หลายแบบ และอาจคล้ายกับโรคผิวหนังอื่นๆ เช่น กลาก โรคเชื้อราแคนดิดา ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ผื่น
พีอาร์ รังแค เป็นต้น ดังนั้นถ้าให้การดูแลรักษาโรคเหล่านี้ไม่ได้ผล ก็ควรจะนึกถึงโรคโซริอาซิส

                5.เพื่อป้องกันมิให้โรคกำเริบ ผู้ป่วยควรปฏิบัติ ดังนี้
  • หลีกเลี่ยงการกินยากหม้อที่มีสารหนู ซึ่งอาจทำให้อาการทุเลา แต่ถ้ากินติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้เป็นมะเร็งได้
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาชุด ยาสมุนไพร และยาลูกกลอนกินเอง เพราะอาจแพ้ยาทำให้โรคกำเริบได้หรือไม่อาจได้ยาสตีรอยด์ที่ผสมอยู่ในยาชุดหรือยาลูกกลอน ซึ่งแม้ว่าจะทำให้โรคทุเลา แต่เมื่อหยุดยาก็อาจ ทำให้โรคกำเริบรุนแรงได้ โดยทั่วไปแพทย์จะหลีกเลี่ยงการให้ยาสตีรอยด์ชนิดกินแก่ผู้ป่วย เพราะกลัวโรคกำเริบ หลังการหยุดยา แต่จะให้ใช้สตีรอยด์ชนิดทาหรือฉีดเข้าเฉพาะที่
  • ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอน หรือตรากตรำงานหนัก
  •  พยายามอย่าให้เกิดภาวะเครียดโดยการออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ซี่กง รำมวยจีน ทำสมาธิ ทำงานอดิเรก เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการขีดข่วนถูกผิวหนัง
  • งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
  • ควรให้ผิวหนังได้ถูกแดด (อาบแดด) แต่ไม่ควรถูกนานเกินไป ยกเว้นในรายที่แพ้แดด ควรหลีกเลี่ยงการถูกแดด
                6.โรงพยาบาลควรส่งเสริมให้กลุ่มผู้ป่วยได้พบ ปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในการดูแล ตนเอง และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน  หากเป็นไปได้ ควรจัดให้ผู้ป่วยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนหรือกลุ่มมิตรภาพบำบัด
 
 
การรักษา

                หากสงสัยควรส่งปรึกษาแพทย์ มักจะวินิจฉัยจากประวัติและอาการแสดงของโรคในรายที่อาการไม่ชัดเจน อาจต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy)โดยการตัดเนื้อเยื่อผิวหนังส่งพิสูจน์ 
 
                การรักษา แพทย์จะให้การรักษาตามชนิดและความรุนแรงของโรค ซึ่งมีแนวทางดังนี้

                1. สำหรับรอยโรคที่ผิวหนัง ในรายที่เป็นน้อย มีรอยโรคไม่กี่แห่งจะให้ทาครีมสตีรอยด์ เช่น ครีมไตรแอมซิไนโลนอะเซโทไนด์ หรือขี้ผึ้งน้ำมันดิน หรือโคลทาร์ (coal tar) ชนิด 1-5% หรืออาจใช้ทั้ง 2 อย่าง สลับกัน เพื่อป้องกันการดื้อยา

                ในรายที่เป็นมากขึ้น อาจหลีกเลี่ยงการใช้ครีม สตีรอยด์ หรือใช้ทาเฉพาะบริเวณที่เป็นปื้นหนา บางครั้งแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยอาบแดด (ช่วงเวลา 10.00-14.00 น.) เริ่มอาบด้านละ 5-10 นาทีก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะนานขึ้น จนถึงขั้นทำให้เกิดรอยแดงเรื่อ ๆ ที่ผิวหนังภายใน 24 ชั่วโมงหลังอาบแดด (ส่วนใหญ่จะอาบแดดนานประมาณ 15-20 นาที) ทำประมาณสัปดาห์ ละ 3 ครั้ง จะช่วยให้ผื่นยุบได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ข้อควรระวังคือ อย่าอาบแดดนานเกินไป และควรใช้ผ้าคลุมหน้าป้องกันมิให้ผิวหน้าถูกแดดมากไป บางรายอาจ แพ้แดดทำให้อาการกำเริบได้

                บางรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่เป็นโซริอาซิสชนิดปื้นหนา แพทย์อาจให้ผู้ป่วยทาขี้ผึ้งแอนทราลิน (anthralin ointment) พร้อมกับการอาบแดดและโรงพยาบาลขนาดใหญ่อาจใช้วิธีฉายแสง อัลตราไวโอแลตบี (UVB) แทนการอาบแดดก็ได้ ถ้าได้ผลผื่นจะยุบภายใน 3-4 สัปดาห์ ข้อควรระวัง ยานี้อาจระคายเคือง ถ้าพบอาการระคายเคือง ควรหยุดยา ยานี้ห้ามใช้ทาบน ใบหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ

                บางกรณีแพทย์อาจเลือกใช้ยาทาชนิดอื่น เช่น calcipotriene ซึ่งเป็นอนุพันธุ์ของวิตามินดี tazarotene ซึ่งเป็นกลุ่มเรตินอยด์
(ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์) เป็นต้น โดยอาจใช้เดี่ยวๆ หรือร่วมกับยาอื่น หรือร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต 

                นอกจากนี้จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ถ้าผิวแห้งให้ทาด้วย petroleum liquid paraffin เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ถ้าเกล็ดหนามากให้ยาละลายขุย (เช่น ครีมยูเรียหรือกรดซาลิไซลิก) ถ้าคันให้ยาแก้แพ้  ถ้าปวดหรือมีไข้ ให้ยาแก้ปวดลดไข้ เป็นต้น

                2.  สำหรับรอยโรคที่หนังศีรษะ ให้ผู้ป่วยสระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน (เช่น ทาร์แชมพู) สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ในรายที่มีขุยที่ศีรษะมาก อาจใช้โลชั่นที่เข้าสตีรอยด์ (steroid scalp lotion) ทาวันละ 1-2 ครั้ง

                3.  สำหรับอาการข้ออักเสบ ให้ยาต้านการอักเสบ ที่ไม่ใช่สตีรอยด์  เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ

                4.  ในรายที่เป็นรุนแรง หรือดื้อต่อการรักษา อาจต้องใช้ยาชนิดกิน เช่น การให้กินยาซอลาเรน (psolaren) ร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลตเอ การให้กินยากลุ่ม เรตินอยด์ เมโทเทรกเซต (methotrexate) หรือไซโคลสปอรีน (cyclosporine) วิธีการรักษาเหล่านี้ควรให้แพทย์ โรคผิวหนังเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลข้าง เคียงและข้อควรระวังของยาแต่ละชนิดต่าง ๆ กันไป
               
                ในปัจจุบันมียาใหม่ มีผลข้างเคียงน้อย แต่ราคาแพง เช่น etanercept‚ infliximab เป็นต้น ซึ่งเป็นสารชีวภาพออกฤทธิ์ต้านอักเสบโดยยับยั้งการทำงานของ ลิมโฟไซต์ แพทย์อาจเลือกใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่ใช้ยา อื่น ไม่ได้ผลหรือมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่ร้ายแรงของยาอื่น
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient