Symptoms & Disease

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

เลือกดูโรคอื่นๆ

สิว (Acne/Acne vulgarits)

สิว (Acne/Acne vulgarits)

                สิว เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกวัยและเกือบทุกคนพบมากในช่วงอายุ 12-24 ปี มักจะเริ่มเป็นหลังจากเข้าสู่วัยสาว (มีประจำเดือนมาครั้งแรก) หรือวัยแตกเนื้อหนุ่ม และจะเป็นมากในช่วงอายุ 17-18 ปี (สำหรับผู้หญิง) และ19 ปี (สำหรับผู้ชาย) แล้วค่อยๆ ทุเลาลงจนกระทั้งอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป ก็จะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ แต่บางรายโดยเฉพาะผู้หญิงอาจเป็นเรื้อรังจนถึงอายุ 40-50 ปีก็ได้ หรืออาจขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น ขณะก่อนมีประจำเดือน ขณะตั้งครรภ์ ใช้ยาคุมกำเนิด เป็นต้น

                ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็นสิวเท่า ๆ กัน แต่ผู้ชายมักจะเป็นรุนแรงกว่า

สาเหตุ

                เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนเพศ ที่สำคัญได้แก่ ฮอร์โมนเพศชายที่มีชื่อว่า เทสโทสเทอโรนซึ่งสร้างโดยอัณฑะ และต่อมหมวกไต (ในผู้หญิง) ฮอร์โมนชนิดนี้จะกระตุ้นให้ต่อมไขมัน (sebaceous gland) ที่บริเวณผิวหนังสร้างไขมัน(sebum) ออกมามาก ซึ่งจะระบายออกมาตามรูขุมขน ถ้าหากรู้ขุมขนเกิดการอุดตันเนื่องจากหนังกำพร้าชั้นนอกตรงบริเวณนั้นมีการหนาตัว (ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองของไขมันจากต่อมไขมัน) ก็จะทำให้เกิดการคั่งของไขมันในขุมขน เกิดเป็นหัวสิว หรือคอมีโดน (comedone) เรียกว่า สิวเสี้ยน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสิวหัวขาว (white head/closed comedone) และสิวหัวดำ (black head/open comedone) เนื่องจากสีดำของสารเมลานินที่อยู่ในหัวสิว) เมื่อมีการอุดตันมาก ขึ้นไขมันจะสะสมในท่อมากขึ้น จนพองโตและแตก สารที่อยู่ภายในต่อมไขมันกระจายไปยังหนังกำพร้าและ หนังแท้บริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดการอักเสบของสิวขึ้น

                นอกจากนี้การอักเสบก็ยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ อยู่ในต่อมไขมันชนิดหนึ่งมีชื่อว่า พีแอกเนส์ (Propionibacterium acnes/P. acnes) ซึ่งจะย่อยไขมันเป็นกรดไขมันอิสระทำให้เกิดการอักเสบของหัวสิว ร่วมกับสาร ต่างๆ ที่เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้หลั่งออกมา สิวที่อักเสบจะมีลักษณะเป็นสิวหัวแดง (papule) หรือตุ่มหนอง (pustute) ถ้าอักเสบรุนแรง หัวสิวอาจปูดโปนเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ (inflamed nodule) เรียกว่า  สิงหัวช้าง หรือเป็น ถุง (nodulocystic) ขนาดใหญ่และอยู่ลึก

                เชื่อว่ากรรมพันธุ์อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวมักพบว่าถ้ามีพ่อแม่เป็นสิว ลูกก็มีโอกาสเป็นสิวมากขึ้นนอกจากนี้ยังพบว่ามีสาเหตุอีกหลายอย่างที่กระตุ้นให้สิวกำเริบ เช่น ความวิตกกังวล หรืออารมณ์เครียด (เช่น เวลาใกล้สอบ) พักผ่อนไม่เพียงพอระยะก่อนมีประจำเดือน 2-7 วัน การใช้ยา (เช่น ยาคุมกำเนิดทั้งชนิดกินและฉีด ที่เข้าฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ยาสตีรอยด์ทั้งชนิดกินและทา ไอเอ็นเอช ไรแฟมพิซิน ฟีโนบาร์บิทาลเฟนิทอิน ไทโอยูราซิล วิตามินบี 12 เป็นต้น)การระคายผิว (เช่น การนวดหน้า การขัดหน้า การใช้ผ้าถูกหน้าแรงๆ) การเสียดสี (เช่น บริเวณที่สวมหมวกนิรภัย สายรัดคอ ปลอกคอ บริเวณคางของนักไวโอลิน บริเวณที่สัมผัสโทรศัพท์ เป็นต้น) การใช้เครื่องสำอาง (ที่มีส่วนผสม ของน้ำมันมะกอก ลาโนลิน หรือขี้ผึ้งขาว) สบู่ (ที่มีส่วนผสมของทาร์หรือกำมะถัน) น้ำมันใส่ผม (ชนิดเหนียวเหนอะหนะหรือพอมเมด ซึ่งจะทำให้สิวขึ้นที่บริเวณหน้าผากและไรผม) หรือครีมทาฝ้าลอกฝ้า การทำงานอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก เป็นต้น

 
อาการ

                ในระยะเริ่มเป็น จะพบสิงหัวขาวหรือสิวหัวดำขนาดเท่าหัวเข็มหมุด (ประมาณ1 มม.) ขึ้นที่บริเวณหน้าผากและแก้ม บางรายอาจขึ้นที่คอ หน้าอกและหลัง ด้วยต่อมาเมื่อมีการอักเสบจะกลายเป็นตุ่มแดง (สิว หัวแดง) และตุ่มหนองขนาด 1-5 มม.บางรายเมื่อหัว สิวยุบแล้ว อาจเป็นรอยสีน้ำตาลดำอยู่นานหลายเดือนกว่าจะจางลงไป พบได้บ่อยในคนผิวคล้ำ

                ถ้าเป็นมากจะปูดโปนเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่กว่า 0.5 ซม.คลำได้ลึกและเจ็บ (เรียกว่า สิวหัวช้าง) หรือเป็นถุงใหญ่ขนาด 0.5-1 ซม.อยู่ค่อนข้างลึก คลำได้เป็นก้อนมีหนองปนเลือดอยู่ข้างใน เมื่อหายแล้วจะกลายเป็นหลุม หรือเป็นแผลเป็น บางรายอาจกลายเป็นคีลอยด์ )  

                ถ้าเป็นไม่มาก หัวสิวที่เกิดขึ้นอาจไม่มีการอักเสบและยุบหายไปได้เอง แต่ก็อาจทิ้งรอยแผลเป็นเล็กๆ 
 

ข้อแนะนำ

                1.สิวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติในคนที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นแทบทุกคน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของ ฮอร์โมนเพศในวัยนี้ อาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นกับปัจจัยทางกรรมพันธุ์และอื่นๆ ส่วนใหญ่มักจะ ทุเลาหรือหายไปเองเมื่ออายุมากขึ้น

                2.ยาและเครื่องสำอาง อาจเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ควรซักถามประวัติทางด้านนี้  ถ้าพบว่าเกิดจากยา หรือเครื่องสำอาง ควรงดการใช้ยาหรือเครื่องสำอางนั้นๆ เสีย อาจช่วยให้อาการดีขึ้น

                3.การเกิดสิวไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความรู้สึก ทางเพศ หรือกิจกรรมทางเพศ

                4.การรักษาสิวจะเริ่มเห็นผลต้องใช้เวลา 3-6 สัปดาห์ และกว่าจะได้ผลจริงก็อาจเป็นเวลาหลายเดือน และมักเป็นๆหาย ๆ เรื้อรัง ผู้ป่วยจึงควรติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง และรู้จักดูแลตนเองอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็น

                5.ในรายที่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะเป็นเวลา นานๆ อาจทำให้มีอาการตกขาวจากเชื้อราได้ ถ้าพบ ควรหยุดยาแล้วกลับไปปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เดิม

                6.ผู้หญิงที่เป็นสิวมากหรือรักษาไม่ค่อยได้ผล ถ้ามีลักษณะหน้ามัน มีหนวดหรือขนขึ้นผิดปกติ มีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอหรือประจำเดือนไม่มา มีบุตร ยาก ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจเกิดจาก กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ชนิดหลายถุง
การรักษา

                1.แนะนำข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นสิว ดังนี้
  • หมั่นสังเกตว่ามีสาเหตุกระตุ้นอะไร (ดูหัวข้อ “สาเหตุ”) เช่น ความเครียด อดนอน อยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนชื้นเหงื่อออกมาก เครื่องสำอาง ยาบางชนิด การระคายผิว การเสียดสี แล้วหลีกเลี่ยงเสีย ก็อาจช่วยให้สิวทุเลาได้
  • ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด (น้ำก๊อกธรรมดา)วันละ 1-2 ครั้ง อาจใช้สบู่ฟอกหน้าเพียงวันละครั้งโดยใช้สบู่เด็ก (สบู่อ่อน) ฟอกให้เกิดเป็นฟองบนฝ่ามือแล้วลูบไล้ผิวหน้า แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ใช้ผ้าขนหนูซับ เบา ๆ ห้ามล้างหน้านานๆ ถูแรง ๆ หรือล้างบ่อยเกินไปอาจทำให้สิวกำเริบมากขึ้นได้
  • ออกกำลังกายและผ่อนคลายความเครียดเป็นประจำ เช่น ฝึกโยคะ รำมวยจีน ทำสมาธิ
  • หลักเลี่ยงการบริโภคน้ำตาล (ของหวานน้ำ อัดลม) นมและผลิตภัณฑ์จากนม (เช่น ไอศกรีม ซ็อกโกแลต เนย ครีม) 
  • ซึ่งอาจทำให้สิวกำเริบ เนื่องจากน้ำตาลและนมมีสารที่กระตุ้นให้เกิดสิวได้
  • อย่าบีบ เค้น กด หรือแกะสิวเอง อาจทำให้ติดเชื้อลุกลามได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีผลต่อผิว หนังและต่อมไขมัน เช่น ครีมบำรุงผม ครีมนวดหน้า ครีมแก้รอยเหี่ยวย่นที่มีสตีรอยด์ผสม ถ้าจำเป็นต้องใช้ควรเลือกครีมที่มีความชุ่มชื้น ซึ่งมีสารเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดสิว หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ไม่ก่อให้เกิดคอมีโดน” (โดยทั่วไป ชุดแต่งหน้า เช่น ลิปสติก แป้ง ชุดรองพื้น บรัชออน  มาสคารา อายแชโดว์ จะไม่ก่อให้เกิดสิว)

                 2. ถ้าเป็นเพียงสิวเสี้ยน (สิวหัวขาว หรือหัวดำ) ยังไม่มีการอักเสบเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนอง ควรให้การ รักษาดังนี้

                ก.ใช้ยาทาในกลุ่มกรดเรติโนอิกชนิดใดชนิด หนึ่งดังต่อไปนี้
  • เทติโนอิน (tretinoin) ชนิดเจลหรือ ครีมชนิด 0.025% ‚0.05% และ 0.1% มีชื่อทางการค้า เช่น เรติน เอ (Retin-A) ยานี้อยู่ในกลุ่มกรดเรติโนอิก (retinoic acid) มีฤทธิ์ละลายขุย ทำให้หัวสิวหลุดลอกและป้องกันมิให้เกิดสิวใหม่ ใช้ทาทั่วใบหน้า ยกเว้น รอบตาและซอกจมูก วันละครั้ง ก่อนนอน (ถ้าใช้ขนาด เข้มข้นสูง หรือใช้ร่วมกับยารักษาสิวตัวอื่น ควรใช้ทาวันเว้นวัน) จะเริ่มเห็นผลเมื่อใช้นาน 3-4 เดือน ยานี้ อาจทำให้เกิดการระคายเคือง หน้าแดง แสบ แห้ง ลอก และเกิดการแพ้แดดได้ (เมื่อใช้ยานี้ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือยาทากันแดดในเวลากลางวัน)ในบางรายอาจ ทำให้เป็นสิวมากขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกของการใช้ยา
 
  • ไอโซเทรติโนอิน (isotretinoin) ชนิดเจล หรือครีมชนิด 0.05% มีชื่อทางการค้า เช่นไอโซเทรกซ์ (Isotrex) มีฤทธิ์ทำให้การสร้างเคอราตินกลับสู่สภาพปกติ และลดการอักเสบใช้ทาวันละครั้ง ก่อนนอน มีผลข้างเคียงน้อยกว่าแทรติโนอิน
 
  • อะดาฟาลีน (adaphalene) ชนิดเจล หรือครีมชนิด 0.1% มีชื่อทางการค้า เช่น ดิฟเฟอริน (Differin) เป็นกรดเรติโนอิกสังเคราะห์ มีข้อดีคือ นอกจากใช้รักษาสิวเสี้ยนแล้ว ยังใช้กับสิวที่อักเสบได้ด้วย มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเทรติโนอิน ยามีความคงตัวมากกว่าเมื่อถูกแสงแดด สามารถใช้ทาตอนเช้าได้
                ข. ทำการกดสิว โดยใช้เครื่องมือกดสิวในราย ที่รูเปิดเล็กมากอาจจำเป็นต้องใช้เข็มเบอร์ 25 หรือ 26 ขยายรูเปิด ช่วยให้การกดสิวเป็นไปได้ง่ายขึ้น การกดสิว ควรทำให้ถูกหลักวิธีและสะอาด วิธีนี้ช่วยลดรอยโรคที่เป็นอยู่ให้หายไปได้รวมเร็ว ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดตุ่ม อักเสบเห่อขึ้นหลังการรักษา อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้มัก เป็นเพียงชั่วคราวมักจะเกิดหัวสิวขึ้นใหม่ได้อีกจึงต้องใช้ร่วมกับการทายาดังกล่าวข้างต้น
 
                3. ถ้าเป็นสิวหัวแดงหรือตุ่มหนอง ควรให้การ ไปนี้

                ก.ใช้ยาทารักษาสิวชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังต่อ ไปนี้
  • เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl per oxide/BP) ชนิดเจลหรือครีมชนิด 2.5% ‚ 5% และ 10% มีชื่อทางการค้า เช่น แอกซี(Aczee) เบนแซกเอซี (Benzac AC) พาโนวิล (Panoxyl) ยานี้ออกฤทธิ์ฆ่า เชื้อพีแอกเนส์ ลดการอักเสบ และลดปริมาณไขมันที่ ผิวหนัง แต่อาจทำให้หน้าแดง แสบ แห้งเป็นขุย เริ่มต้น ควรใช้ขนาดความเข้มข้นต่ำก่อน ทาทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและ ก่อนนอน เมื่อเริ่มคุ้นกับยา จึงเพิ่มเวลาให้นานขึ้น และเพิ่มขนาดของยาได้ทุก ๆ 1-2 เดือน
 
                ถ้าใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล ควรใช้ร่วมกับยาทาดังกล่าวในข้อ 2 โดยใช้เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ ทาตอนเช้าและใช้กรดเรติโนอิกชนิดใดชนิดหนึ่ง ทาตอนก่อนนอน เริ่มต้นควรให้สลับวันก่อน เมื่อเริ่มคุ้น กับยาจึงปรับมาใช้ในวันเดียวกัน ต่อไป
 
  • ไอโซเทรติโนอิน ใช้ทาเดี่ยวๆ หรือร่วมกับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ หรือร่วมกับยาปฏิชีวนะ
 
  • ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทา เช่น คลินดาไมซิน(clindamycin) ชนิดน้ำ 1% หรืออีริโทรไมซินชนิดน้ำ หรือชนิดเจล 1-2 % ทาวันละ  2 ครั้ง เช้าและเย็น นาน 8-12 สัปดาห์ ยานี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการระคาย เคืองจากตัวยาที่ใช้ผสม ทำให้ผิวหนังแดง แห้ง ลอก และคันได้
 
                    ยาปฏิชีวนะชนิดทาดังกล่าวไม่ควรใช้เดี่ยวๆ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา ควรใช้ร่วมกับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ หรือกรดเรติโนอิก
 
                    ข. ถ้าไม่ได้ผล หรือมีการอักเสบมาก ให้ใช้ยาทาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์หรือกรดเรติโนอิกร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดกินได้แก่ เตตราไซคลีน ครั้งละ2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง นาน 1 เดือน ถ้าได้ผล เดือนที่ 2 ลดเหลือครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง เดือนที่ 3 ครั้ง ละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เดือนที่ 4 ครั้งละ 1 แคปซูล วันละครั้ง
 
                ถ้าไม่ได้ผลให้กินดอกซีไซคลีน 100-200  มก./วัน

                ถ้าแพ้เตตราไซคลีนหรือดอกซีไซคลีน หรือ มีข้อห้ามใช้ยา 2 ชนิดนี้ (หญิงตั้งครรภ์ และเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี) หรือใช้ไม่ได้ผลตั้งแต่เดือนแรกให้เปลี่ยนไปใช้อีริโทรไม่ซิน วันละ 1-2  กรัม แบ่งให้วันละ 2-4 ครั้ง หลังอาหาร หรือโคไตรม็อกซาโซล ครั้ง ละ 2 เม็ด วันละครั้ง นาน 4-6 สัปดาห์ ยาปฏิชีวนะจะช่วยฆ่าเชื้อพีแอกเนส์และลดปริมาณของกรดไขมัน อิสระที่เป็นต้นเหตุของการอักเสบของสิว

                4. ถ้ารักษาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล หรือมีการ อักเสบรุนแรง (เช่น มีสิวหัวช้างขึ้นหลายแห่ง) หรือมีแผลเป็นหรือแผลปูด (คีลอยด์) หรือผิวหน้าขรุขระมาก ควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนัง ซึ่งอาจใช้วิธีปรับยารักษาใหม่ ให้ผู้หญิงอาจให้กินยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีตัว ยาไซโพรเทโรนอะเซเทต (cyproterone acetate) เช่นไดแอน -35 (Diane-35) นาน 6-12 เดือน (เริ่มเห็นผลหลังใช้ยา 3-4 เดือน) ยานี้ออกฤทธ์เป็นตัวต้านฮอร์โมน เพศชาย (anti-androgen) ช่วยลดขนาดของต่อมไขมัน และปริมาณของไขมันยานี้เหมาะสำหรับผู้หญิงที่หน้ามัน มากๆ หรือมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ

                ในรายที่เป็นสิวเสี้ยนขนาดใหญ่ที่ไม่ตอบสนอง ด้วยยาทา แพทย์อาจรักษาด้วยการจี้ด้วยไฟฟ้า (gentle light czutery)
 
                ในรายที่เป็นสิวหัวช้างหรือเป็นหนอง แพทย์ อาจทำการเจาะระบายหนองออก ซึ่งจะช่วยให้รอยโรคยุบเร็วขึ้น

                ในรายที่เป็นรุนแรง ขึ้นเป็นถุงอาจรักษาโดย การฉีดสตีรอยด์ ได้แก่ ไตรแอมซิโนโลนอะเซโทไนด์ เข้าที่หัวสิว หรือให้กินไอไซเทรติโนอิน (กรดเรติโนอิก) ชนิดเม็ด ยากินชนิดนี้มีฤทธิ์ในการทำให้ต่อมไขมันมี ขนาดเล็กลง ลดปริมาณไขมันในต่อมไขมันลดจำนวน เชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบ กินในขนาดวันละ 20-30 มก.แบ่งกินวันละ 1-2 ครั้ง นาน16-20 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผลใน 3-4 สัปดาห์ (บางรายสิ่วอาจจะเห่อมากขึ้นใน 2-4 สัปดาห์แรก)ใช้ได้ผลดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาอื่นๆ แต่ยานี้มีผลข้างเคียง เช่น ริมฝีปากอักเสบ ตาอักเสบ ตาแห้ง สู้แสงไม่ได้ ปากแห้ง จมูกแห้ง  ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ภาวะไขมันในเลือดสูง เอนไซม์ตับ (AST‚ ALT) สูงไม่ควรใช้ร่วมกับเตตราไซคลีน อาจทำให้เกิดภาวะความดันของ น้ำในสมองสูงได้  และข้อสำคัญหญิงตั้งครรภ์ที่กินยานี้ อาจทำให้ทารกพิการได้ (ควรระวังการใช้ในหญิงวัย เจริญพันธุ์ ก่อนใช้ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ และระหว่างที่ใช้ก็ต้องหาวิธีคุมกำเนิด และควร หยุดกินยาก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 2 เดือน) ดังนั้น ยาชนิดนี้จึงควรสั่งใช้โดยแพทย์เชี่ยวชาญเท่านั้น

                ในรายที่เป็นถุง อาจใช้ไนโตรเจนเหลว (liquid nitrogen) แตะหัวสิวที่เป็นถุง เพื่อช่วยลดการอักเสบ และใช้ความเย็นจากสารชนิดนี้ ทำลายผนังของถุง

                บางกรณีแพทย์อาจให้การรักษาด้วยแสง (phototherapy) หรือแสงเลเซอร์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่ตอบ สนองต่อการรักษาด้วยยาทาและยากินรักษาสิว

                ในรายที่เป็นแผลเป็น ผิวหนังขรุขระมาก อาจต้องแก้ไขด้วยการใช้เครื่องมือขัดผิวหน้า (dermabrasion)ใช้สารเคมีกัดส่วนที่เป็นริ้วรอยแผลเป็นออกไป(chemosurgery) หรือการฉีดสารแก้ไขหลุมรอยแผล เป็น (filler injection) ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เท่านั้น
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient