Symptoms & Disease

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

เลือกดูโรคอื่นๆ

ฝ้า (Melasma/Chloasma)

ฝ้า (Melasma/Chloasma)

                ฝ้าเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง พบมากในช่วงอายุ 30-40 ปีขึ้นไป พบในผู้หญิงมากกว่า ผู้ชายประมาณ 2 เท่า

สาเหตุ

                เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte)ในชั้นหนัง กำพร้าถูกกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดเลือดสี (pigment) มากกว่าปกติ เชื่อว่าเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกันที่สำคัญได้แก่
  • ฮอร์โมนเพศ พบว่าฝ้ามักเกิดในหญิงขณะตั้ง ครรภ์ระยะไตรมาสที่ 2 และ3 หรือกินยาคุมกำเนิดหรือ ฮอร์โมนทดแทน สำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือน และ ผื่นจะจางลงหลังคลอดหรือหยุดยา
  • แสงอัลตราไวโอเลต พบว่าผู้ที่ถูกแสงแดด บ่อยๆ มีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่าย
  • กรรมพันธุ์ พบว่ามากกว่าร้อยละ 30 ของผู้ป่วยมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ส่วนน้อยอาจเกิดจากการแพ้เครื่องสำอางที่มีสวนผสมของสารให้กลิ่นหอมหรือสี การใช้ยากันชัก เฟนิโทอิน นอกจากนี้ความเครียดทางจิตใจก็อาจกระตุ้นให้ฝ้ากำเริบในผู้ป่วยบางรายได้
อาการ

                มีลักษณะเป็นรอยหรือปื้นสีน้ำตาลออกดำขึ้นที่ บริเวณใบหน้าส่วนที่ถูกแสงแดดหรือแสงไฟมาก ๆได้แก่หน้าผากโหนกแก้ม บริเวณเหนือริมฝีปากและจมูก ผื่นมักจะเกิดขึ้นทีละน้อยอย่างช้าๆ และขึ้นเหมือนกันทั้ง 2 ข้างของใบหน้า บางรายอาจพบที่คอและแขนด้านนอก ร่วมด้วย
ข้อแนะนำ

                1.ฝ้าที่เกิดจากการตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนทดแทน อาจหายได้เองหลังคลอดหรือหลัง หยุดใช้ยา อาจใช้เวลาเป็น 2 เท่าของระยะเวลาที่กินยาเช่น ถ้ากินยาอยู่นาน 1 ปี ก็อาจใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าฝ้าจะหาย
  
                2.ยารักษาฝ้าบางชนิด อาจมีสารเคมีที่ทำลายเซลล์ สร้างเม็ดสี (melanocytes) ทำให้หน้าขาววอกหรือเป็นรอยแดงหรือรอยด่างอย่างน่าเกลียด  ดังนั้นจึงควรระมัด ระวังอย่าซื้อยาลอกฝ้ามาทาเองอย่างส่งเดช โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ยาที่โฆษณาว่าทำให้หายได้ทันที

                ยาลอกฝ้าที่เข้าสารปรอท อาจทำให้ฝ้าจางลง แต่อาจมีอันตรายจากการสะสมปรอทที่ผิวหนังและใน ร่างกายได้

                3.ในการรักษาฝ้า อาจต้องใช้เวลานานเป็นแรม เดือน หรืออาจไม่มีทางรักษาให้หายาด เพียงแต่ใช้ยากันแดดและยาลอกฝ้าทาไปเรื่อยๆ ถ้าหยุดเทา อาจกำเริบได้ใหม่

                ฝ้าที่อยู่ตื้นๆ (สีน้ำตาล หรือน้ำตาลเข้ม) มักจะรักษาได้ผลดี แต่ฝ้าที่อยู่ลึก (สีน้ำตาลเทา หรือสีดำ) อาจได้ผลช้าหรือไม่ได้ผลเลย

                4.การลอกหน้า ขัดผิวตามร้านเสริมสวย นอก จากจะไม่ช่วยในการรักษาฝ้าแล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อภาวะ แทรกซ้อน เช่น การแพ้สัมผัส จึงไม่แนะนำให้ไปลอก หน้าขัดผิว

                5.อาการผื่นหรือปื้นแดงๆ คล้ำๆ ขึ้นที่ใบหน้า นอกจากฝ้าแล้วยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เอสแอลแอล ซึ่งจะมีผื่นแดงขึ้นที่แก้ม 2 ข้าง (คล้ายปีกผีเสื้อ) เวลาถูกแดดร่วมกับอาการอื่นๆโรคแอดดิสัน ซึ่งผิวหนังจะมีสีดำคลล้ำในบริเวณที่มีรอยถูไถตามส่วนต่างๆ รวมทั้งที่ใบหน้า
เป็นต้น ดังนั้น ถ้าให้การรักษาฝ้าไม่ได้ผลหรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ไข้ อ่อนเพลีย เป็นลม ปวดข้อ ผมร่วง เป็นต้นก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด
 
การรักษา

                1. แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า เช่น การถูกแสงแดดหรืออยู่ในที่กลางแจ้ง (โดยเฉพาะ อย่างยิ่งระหว่างช่วงเวลา 10-15 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงที่มี แสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์มากที่สุด แม้ในขณะ ที่มีเมฆบังแสงอาทิตย์ อัลตราไวโอเลตส่วนที่เรียกว่า UVA
ก็ยังสามารถทะลุเมฆลงมาบนพื้นโลกได้) การอยู่ในที่ที่มีแสงไฟฟลูออเรสเซนต์สว่างมาก (ซึ่งให้แสงอัลตราไวโอเลต) การกินยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมน การใช้เครื่องสำอางที่แพ้ ความเครียด เป็นต้น

                2.ใช้ยาลอกฝ้าได้แก่ไฮโดรควิโนน (hydroquinone) ชนิด 2-4 % ทาวันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดการสร้าง เม็ดสีทำให้ฝ้าจางลงได้ ยานี้อาจทำให้แพ้ได้ จึงควรทดสอบโดยทาที่แขน แล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน(ห้ามล้างออก) ดูว่ามีผื่นแดงหรือไม่ ถ้ามีก็ห้ามใช้

                ยานี้อาจผสมกับกรดเรติโนอิก ชนิด 0.01 -0.05% และสตีรอยด์ ทำเป็นครีมยี่ห้อต่าง ๆ 

                3.ใช้ยากันแดด ได้แก่ พาบา (PABA ซึ่งย่อมาจาก paraaminobenzoic acid) ทาตอนเช้า หรือก่อนออกกลางแดด (หรือถูกแสงไฟแรงๆ) ควรใช้ชนิดที่มีความสามารถในการกรองแสง (sum protective factor/SPF) มากกว่า 15 ขึ้นไปยานี้อาจทำให้แสบตา แสบจมูกเป็น สิว หรือแพ้ได้

                โดยทั่วไป มักจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่า อาการจะดีขึ้น และจะต้องใช้ยากันแดดไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการกลับเป็นฝ้าอีก

                ถ้าไม่ดีขึ้นใน 1-2 เดือน หรือแพ้ยาที่ทารักษาฝ้า หรือสงสัยเป็นโรคอื่น ควรปรึกษาแพทย์โรคผิวหนัง ซึ่งอาจะเปลี่ยนไปใช้ยารักษาฝ้าชนิดอื่นแทน

                บางกรณีแพทย์อาจให้การรักษาด้วยการลอก หน้าด้วยสารเคมี (chemical peeling) เช่น กรดไตรคลอโรอะซีติกชนิด 30% หรือกรดไกลโคลิก (glycolic acid) 50% ซึ่งต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังเป็นสีดำคล้ำจากการอักเสบ การติดเชื้อ แผลเป็น เป็นต้น

                บางรายแพทย์อาจให้การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ซึ่งค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หลังจากทำแล้วผิวหนังบริเวณนั้น จะบางลง เมื่อถูกแสงแดดก็อาจทำให้เป็นฝ้าขึ้นมาได้อีก  
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient