Symptoms & Disease

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

เลือกดูโรคอื่นๆ

กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome/Erythema multiforme major)


กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens Johnson syndrome/Erythema multiforme major)

                กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน  เป็นภาวะที่เกิดจาก การอักเสบรุนแรงของผิวหนังและเยื่อเมือก (mucosa)ซึ่งก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและการตายค่อนข้างสูง

                สถิติในประเทศสหรัฐอเมริกา พบโรคนี้ประมาณ 2.7-7.1 รายต่อ1ล้นคน-ปี (person year) พบในผู้ชาย มากกว่าผู้หญิง 2 เท่า พบได้ในคนทุกวัย ช่วงอายุที่พบบ่อยคือ10-40 ปี

สาเหตุ

                กว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยเกิดโรคขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชักนำใด ๆ

                ส่วนกลุ่มที่ทราบสาเหตุนำนั้นมักเกิดจากสาเหตุ ดังนี้
 
  • การแพ้ยา ที่พบบ่อยได้แก่ ยาปฏิชีวนะ (กลุ่มซัลฟา เพนิซิลลิน) ยากันชัก (บาร์บิทูเรต เฟนิโทอิน คาร์บามาซีพีน) ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (เฟนิลบูทาโชนไพร็อกซิแคม) ยารักษาโรคเกาต์ (อัลโลพูรินอล)
            นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากยาอื่นๆ เช่น กลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก) ยาปฏิชีวนะ (เซฟาโลสปอริน ไรแฟมพิซิน ไซโพรฟล็อกซาชิน อีแทมบูทาล) ยาต้านไวรัสเอดส์ (เนวิราพีน อินดินาเวียร์) เป็นต้น
 
  • การติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อไวรัส (เชื้อเริม เอชไอวีไวรัสตับอักเสบ คามทูม ไข้หวัดใหญ่) เชื้อแบคทีเรีย (บีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ คอตีบ ไทฟอยด์ ไมโคพลาสมา) เชื้อรา และโปรโตชัว
 
  • โรคมะเร็ง มีโรคมะเร็งหลายชนิด รวมทั้งมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่ชักนำให้เกิดกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน
 
  • โดยทั่วไป ผู้ป่วยเด็กมักเกิดจากโรคติดเชื้อมากกว่าการแพ้ยาและมะเร็ง ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมักเกิดจาก การแพ้ยาและมะเร็งมากกว่าโรคติดเชื้อ
 
อาการ

                ที่สำคัญคือ มีอาการผื่นตุ่มขึ้นที่ผิวหนังและเยื่อเมือก 

                โดยก่อนมีผื่นขึ้น 1-14 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เจ็บคอ เป็นหวัด ไอ ปวดข้อ อาเจียน ถ่ายเหลว เป็นอาการนำมาก่อน

                ผื่นที่ผิวหนังเริ่มที่หน้า คอ คาง ลำตัว แล้วลามไปทั่วร่างกายเริ่มแรกมีลักษณะเป็นผื่นแดงและตุ่มนูนไม่คัน ต่อมาผื่นตุ่มบางส่วนจะมีตุ่มน้ำเกิดขึ้นตรงกลาง  ตุ่มน้ำบางส่วนจะมีขนาดใหญ่คล้ายตุ่มพองจากน้ำร้อนลวก ซึ่งต่อมาจะแตกละหลุดลอกเป็นรอยแผลสีแดง มีอาการเจ็บ ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบายมาก และมีไข้ หนาวสั่น   
  
                ผื่นมักเป็นอยู่นาน 2-6 สัปดาห์ และเมื่อหายจะเหลือให้เห็นเป็นรอยคล้ำ
               
                ส่วนผื่นที่เยื่อเมือกอาจเกิดพร้อมกับผื่นที่ผิวหนัง หรือเกิดตามมาทีหลังก็ได้ พบได้ทั้งที่เยื่อบุตา จมูก ปาก อวัยวะเพศ และทวารหนัก

                เยื่อปากจะขึ้นเป็นตุ่มน้ำ แล้วแตกเป็นแผลไปทั่วปาก  ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปากมากจนกินอาหาร ดื่มน้ำได้ น้อยหรือไม่ได้เลย  และมีกลิ่นปากรุนแรง

                การอักเสบที่เยื่อบุตาทำให้เจ็บตา ตาบวมแดงน้ำตาไหล มีสะเก็ดจับเกรอะทำให้ลืมตาไม่ได้

                การอักเสบที่บริเวณอวัยวะเพศ  ท่อปัสสาวะ และทวารหนัก ทำให้ถ่ายปัสสาวะและอุจจาระลำบาก ปัสสาวะ แสบขัด ท้องผูก
ข้อแนะนำ
            
                1.โรคนี้อาจมีอาการแสดงคล้ายกับโรคผิวหนังอีก 2 ชนิด ได้แก่

                โรคอีเอ็ม (erythema multiforme/EM) ผู้ป่วยจะมีผื่นแดง ตุ่มนูน  ตุ่มน้ำขนาดเล็กและขนาดใหญ่ขึ้น ตามผิวหนัง มักมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า target หรือ rits lesion (มีลักษณะเป็นวงแดงซ้อนกันหลายวง โดยตรงกลางเป็นรอยแดงคล้ำหรือเป็นตุ่มน้ำ วงถัดมาเป็นบริเวณที่มีการบวมเห็นเป็นสีซีด และวงนอกสุดเป็นสีแดง) พบมากที่บริเวณด้านนอกของแขนขามากกว่า ลำตัว มักเป็นทั้ง 2 ข้างสมมาตรกัน อาจมีผื่นที่เยื่อเมือก เพียง 1 แห่ง (มักขึ้นในเยื่อบุปาก) หรือไม่มีเลยก็ได้ อาจ มีสาเหตุจาการแพ้ยา การติดเชื้อโรคภูมิต้านตนเอง หรือมะเร็ง โรคนี้มักเป็นไม่รุนแรง ผื่นมักจะไม่เป็นอยู่นาน 1-3 สัปดาห์

                โรคทีอีเอ็น (toxic epidermal necrolysis/TEN) จัดเป็นโรคในกลุ่มเดียวกับกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์สัน มีอาการของผิวหนังร่วมกับเยื่อเมือกหลาย แห่งแบบเดียวกัน แต่มีความรุนแรงมากกว่ากัน ผิวหนัง จะมีตุ่มน้ำขนาดใหญ่ขึ้นทั่วร่างกายและลอกออกคล้าย แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก มักกินพื้นที่มากกว่าร้อยละ 30 ของพื้นผิวกาย เยื่อบุผิวจะมีการอักเสบเป็นตุ่ม เป็นแผลเปื่อยรุนแรง โรคทีอีเอ็นนี้มักเกิดจากการแพ้ยาและมีอัตราตายสูง
  
                กลุ่มสตีเวนส์จอห์สัน มักจะมีผิวหนังพุพอง และลอกออกกินพื้นที่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพื้นผิวกาย

                ถ้าผิวหนังลอกกินพื้นที่ระหว่างร้อยละ 10-30 ก็อาจเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งก็ได้อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะแยกโรคไม่ได้ชัดเจน แต่ถ้าพบว่ามีผื่นหรือแผลเปื่อยที่เยื่อเมือกร่วมกับผื่นตุ่มที่ผิวหนังก็ควรจะรีบส่ง ผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยเร็ว

                2.ควรค้นหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร กว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยจะมีอาการเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนที่มีสาเหตุชักนำก็อาจเกิดจากยาการติดเชื้อ หรือมะเร็งก็ได้

                ถ้ามีสาเหตุจากยา ต่อไปควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา ชนิดนั้นๆ อีก เพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้
การรักษา 
  

                หากสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิง พบว่ามีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง พร้อมกับที่เยื่อเมือกตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป(ส่วนมากพบที่เยื่อบุตากับเยื่อบุปาก) ก็ควรรีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยเร็ว

                แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้จากลักษณะอาการแสดง ของโรค อาจยืนยันด้วยการตรวจชิ้นเนื้อผิวหนัง (skinbiopsy)

                การรักษา มักจะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าติดตามอาการจนกว่าจะปลอดภัยโดยให้ การดูแลรักษาดังนี้

               1.ในรายที่ทราบสาเหตุชักนำ ก็ให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น ถ้าสงสัยว่าเกิดจากการแพ้ยา ก็จะหยุดยาทุกชนิดที่สงสัยว่า แพ้ การแพ้ยาอาจเกิดขึ้นโดยที่ผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติการแพ้ยาชนิดนั้น ๆ มาก่อนก็ได้
 
                2.ให้การดูแลรักษาตามอาการหรือภาวะที่พบร่วม เช่น การให้สารน้ำ เกลือแร่ และสารอาหารบำรุงร่างกายให้เพียงพอให้ยาบรรเทาปวด  ลดไข้ ดูแลผื่นตุ่มแผลที่ผิวหนังและในช่องปาก

                ถ้ามีอาการทางตา ก็จะปรึกษาจักษุแพทย์ให้มาดูแลรักษาเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนทางตาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อาการ ตาบอด (เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้บ่อยและบางครั้งถ้าเป็นรุนแรงก็หาทางป้องกันไม่ได้) ซึ่งต้องติดตามดูแลกันนานเป็นแรมปี

                ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร อวัยวะเพศ ก็จะปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันดูแลรักษา

                3.ในรายที่มีโรคติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แพทย์ ก็จะเลือกให้ยาปฏิชีวนะที่ไวต่อเชื้อชนิดนั้น ๆ  

                4.การใช้ยาสตีรอยด์ซึ่งเป็นยาลดการอักเสบและ ลดการแพ้ แพทย์อาจพิจารณาให้เป็นบางกรณี และจะให้ยาในขนาดสูงในช่วงสั้นๆ เฉพาะในระยะแรกของโรคการใช้ยาสตีรอยด์ในการรักษาโรคนี้ยังเป็นที่ถกเถียงหา ข้อสรุปไม่ได้ เท่าที่มีรายงานพบว่ามีทั้งที่รายงานว่าได้ ผลดี
และรายงานว่ากลับทำให้ผู้ป่วยแย่ลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น

                ผลการรักษาขึ้นกับความรุนแรงของโรค

                ในรายที่เป็นไม่รุนแรง มักจะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนตามมา

                ถ้าผิวหนังมีการติดเชื้อแทรกซ้อน อาจใช้เวลารักษา นาน 2-6 สัปดาห์ 

                ในรายที่เป็นรุนแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนดัง กล่าวตามมา

                โรคนี้มีอัตราตายประมาณร้อยละ 3-15
 
การป้องกัน

                1.  สำหรับคนทั่วไป พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยา โดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะกลุ่มยาที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย 

                2.  ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ เมื่อรักษาหายแล้วห้ามใช้ยาที่แพ้อีกต่อไป
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient