Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

กินสารพิษหรือยาพิษ (Ingestion of poisons)

กินสารพิษหรือยาพิษ (Ingestion of poisons)
 
                      สารพิษหรือยาพิษ ที่เข้าสู่ร่างกายโดยการกิน ที่ พบบ่อยๆ ได้แก่

                     1. ยา เช่น ยาที่ใช้ภายนอก (ทิงเจอร์ไอโอดีน ด่างทับทิม) ยาแก้ปวด (แอสไพริน พาราเซตามอล) ยานอนหลับ ยาถ่าย  ยารักษาโรคหัวใจ เป็นต้น

                     ยาพวกนี้ถ้ากินเข้าไปจำนวนมากอาจเป็นพิษได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก

                     2. วัตถุเคมีที่ใช้ในบ้าน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาขัดพื้น แลกเกอร์ ทินเนอร์ น้ำมันก๊าด ดีดีที เป็นต้น

                     3. สารเคมี ที่ใช้ในทางเกษตรกรรม เช่น ยาฆ่า แมลง ยาปราบวัชพืช เป็นต้น

                     4. ยาพิษที่ใช้เบื่อสัตว์ เช่น ยาเบื่อหนูหรือสุนัข

                     5. สัตว์หรือพืชพิษ 

                      สารพิษเหล่านี้ อาจมีผลต่อระบบประสาทและ สมอง (ทำให้ชัก หมดสติ อัมพาต) ระบบเลือด (เลือดออก โลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ มะเร็งเม็ดเลือดขาว) ทางเดินหายใจ (ปอดอักเสบ) ตับ (ตับอักเสบ ตับแข็ง) ทางเดินอาหาร(ปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน) หรืออื่นๆ บางชนิดอาจระคายเคือง (กัด) ต่อผิวหนังและเยื่อบุของ ทางเดินอาหาร เช่น สารที่เป็นกรดหรือด่างอย่างแรง
 
สาเหตุ

                     เด็กบางคนอาจกินสารพิษเพราะความไม่รู้ภาษา หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ดื่มน้ำมันก๊าด หรือกินยาเม็ด ที่มีสีสันสวยๆ หรือกินยาน้ำที่ออกรสหวาน เป็นต้น

                     ผู้ใหญ่อาจกินสารพิษเพราะความเผอเรอ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจงใจที่จะฆ่าตัวตายได้
อาการ

                อาการขึ้นกับชนิดและปริมาณของสารพิษ และ ระยะเวลาที่กิน

                ในที่นี้จะกล่าวถึงสารเคมีที่อาจพบได้บ่อยเพียง บางชนิดเท่านั้น เช่น

                ยานอนหลับกลุ่มบาร์บิทูเรต ถ้ากินเกินขนาด มากๆ จะทำให้ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว หายใจตื้นและช้า เหงื่อออก ตัวเย็น ตัวเขียว รูม่านตาโตและไม่หดเมื่อถูกแสงหมดสติ และตายในที่สุด

                แอสไพริน  ถ้ากินขนาดมาก ๆ ทำให้เกิด ภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) จะมีอาการหายใจหอบลึก หน้าแดง ไข้สูง ปวดท้อง อาเจียน มีภาวะขาดน้ำ มี เลือดออกตามที่ต่าง ๆชัก และหมดสติถึงตายได้

                พาราเซตามอล  ถ้ากินในขนาดมากกว่า 140 มก./กก.จะทำให้ตับถูกทำลายภายใน 24-48 ชั่วโมง เกิดภาวะตับแข็งหรือตับวายเฉียบพลันได้

                ไอโอดีน (เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีนที่ใช้ใส่แผล) ทำให้ปากคอและหลอดอาหารไหม้และเจ็บ อาเจียนออกมา เป็นสีเหลืองหรือสีน้ำเงิน กระหายน้ำ ท้องเดิน (อาจถ่ายเป็นเลือด) อ่อนเพลีย วิงเวียน เป็นลม และชัก

                ด่างทับทิม ถ้ากินเกล็ดหรือน้ำด่างทับทิมเข้มข้น จะทำให้กัดเนื้อเยื่อในปาก กล่องเสียงบวม ชีพจรเต้นช้า และช็อก

                เมนทอลหรือยูคาลิปตัส ทำให้อาเจียน ท้องเดิน หายใจตื้น ปัสสาวะเป็นเลือด ชัก และหมดสติ 
                กรดบอริก (boric acid) ทำให้มีไข้ขึ้น อาเจียน ท้องเดิน ถ่ายเป็นมูกเลือด หน้าแดง ซึม ชัก ตัวเหลือง ตัวเขียว ไตถูกทำลาย ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ ถึง ตายได้

                ผงซักฟอก อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน  ถ้ามีส่วนผสมของด่าง ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร

                น้ำมันก๊าด เบนซิน ทินเนอร์ ทำให้อาเจียน ปอด บวมน้ำ (pulmonary edema) วิงเวียน ชีพจรเบาและเต้นไม่สม่ำเสมอ ชักถ้าสำลักเข้าไปในปอดอาจทำให้ปอด อักเสบ

                อาการเป็นพิษเรื้อรัง จะมีอาการปวดศีรษะ ซึม ตามัว มือเย็นและชา อ่อนเพลีย ความจำเสื่อม ใจสั่น ความคิดสับสน ซีด เจ็บในปาก

                สารพวกฟีนอล (phenol) เช่น กรดคาร์บอลิก (carbolic acid) เครซอล (cresol มีชื่อการค้าเช่น Lysol) เฮกซาคอลโรฟีน (hexachlorophene) เป็นต้น พวกนี้เป็นกรดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดิน  อาหาร กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะออกน้อย กล้ามเนื้อชักเกร็ง ช็อก และการหายใจล้มเหลว

                ฟอสฟอรัส (inorganic phosphorus) ซึ่งมีอยู่ในหัวไม้ขีดไฟ ทำให้เจ็บในปากและลำคอ อาเจียน ท้องเดิน ปวดศีรษะ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง ดีซ่าน ปัสสาวะออกน้อย มีจุดแดงขึ้นตามผิวหนัง และช็อก

                ดีดีที จะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามแขนขา กระสับกระส่าย กล้ามเนื้อกระตุก ชัก และหมดสติ

                ยาฆ่าแมลงประเภทออร์แกโนฟอสเฟต (organophosphate) เช่น พาราไทออน (parathion) มาลาไทออน (malathion) คาร์บาเมต (carbamate) เป็นต้น
 
                มักมีอาการภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังกิน ด้วยอาการปวดศีรษะ เหงื่อออก น้ำลายฟูมปาก น้ำตาไหล อาเจียน ท้องเดิน กล้ามเนื้อเต้นกระตุก ชัก หอบ ตาลาย รูม่านตาหดเล็ก และอาจตายภายในเวลารวดเร็ว
 
                 พาราควอต (paraquat) ซึ่งมีในยาปราบวัชพืชทำให้เกิดอาการชัก ปอดบวมน้ำ ตับวาย ไตวาย หัวใจวาย ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายวัน ในที่สุดจะมีอาการระบบหายใจล้มเหลว เนื่องจากเกิดเยื่อพังผืดในปอด

                ถ้าขนาดเข้มข้น อาจกัดเยื่อบุหลอดอาหาร ทำให้ริมฝีปากและลำคอไหม้พองและเป็นแผล อาจทำให้หลอดอาหารเป็นแผลทะลุ

                ผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากภาวะช็อกจากหัวใจ (cardiogenic shock) และอวัยวะหลายระบบล้มเหลวภายใน 1-4 วัน

                สตริกนิน (strychnine) ซึ่งมักทำเป็นยาเบื่อสุนัขทำให้เกิดอาการชัก หลังแอ่น หายใจลำบาก น้ำลายฟูมปาก และขาดออกซิเจน

                ไซยาไนด์ (cyanides) ซึ่งอาจมีอยู่ในยาเบื่อหนูจะทำให้ตัวเขียว หายใจลำบาก ความดันเลือดตก ถึงตายได้รวดเร็ว

                สารปรอท ทำให้มีอาการน้ำลายฟูมปาก กระหายน้ำ ปวดแสบปวดร้อนในปากและลำคอ เยื่อบุในช่องปากบวมและเปลี่ยนสี ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน ถ่ายเป็นเลือด ไม่มีปัสสาวะออก และช็อก

                ถ้าเป็นพิษเรื้อรังจะมีอาการอ่อนเพลีย เดินเซ  มือสั่น ซึมเศร้า เป็นตะคริว

                สารหนู (arsenic) อาการมักเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง หลังกิน (บางรายอาจนานถึง 12 ชั่วโมง) มีอาการปวด ท้องกลืนลำบาก อาเจียนติด ๆ กัน ท้องเดิน เป็นตะคริว ต่อมาจะรู้สึกกระหายน้ำอย่างรุนแรง และช็อก

                เมทิลแอลกอฮอล์ (methyl alcohol) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้จุดไฟ (เป็นคนละชนิดกับเอทิลแอลกอฮอล์ซึ่งทำเป็นเหล้า เบียร์) เมื่อกินเข้าไปอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง จุกแน่น คลื่นไส้ อาเจียน และ ตาบอด (เพราะประสาทตาถูกทำลาย) ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวเขียว ชัก และหมดสติ

                กรดหรือด่างอย่างแรง ทำให้ผิวหนังและเยื่อบุ ของทางเดินอาหารถูกกัดไหม้และอักเสบ มีอาการเจ็บในปากและลำคอกระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน อาเจียนเป็นเลือด กลืนลำบาก หายใจลำบาก ช็อก

                บางรายอาจมีอาการแตกทะลุของหลอดอาหารและกระเพาะ ทำให้กลายเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือ หลอดอาหารเกิดการตีบตันจากการอักเสบได้
ข้อแนะนำ

                       1. ผลการรักษาขึ้นกับชนิดและปริมาณของสาร พิษที่ได้รับ สภาพของผู้ป่วยและความรุนแรงของโรค ถ้าหากได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็มีโอกาสรอดได้

                       2. ผู้ที่ได้รับสารพิษมักมีอาการแสดงภายใน 36 ชั่วโมง ถ้าหลัง 36 ชั่วโมงไปแล้วยังไม่ปรากฏอาการก็ ถือว่าปลอดภัย
 
การรักษา

                เมื่อผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาล ควรให้การดูแลรักษา ดังนี้

                1. รีบทำให้ผู้ป่วยอาเจียนและให้กินผงถ่านกัมมันต์เช่นเดียวกับที่แนะนำไว้ในเรื่องการปฐมพยาบาล

                2. ทำการล้างกระเพาะอาหารด้วยน้ำเกลือนอร์มัล หรือน้ำ ห้ามทำในรายที่หมดสติ ชัก หรือกินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด เบนซินหรือทินเนอร์

                3. ให้การรักษาตามอาการ เช่น
 
  •  ถ้ามีภาวะขาดน้ำ ช็อกหรือหมดสติ ให้น้ำเกลือ
  • ถ้าหายใจลำบากหรือตัวเขียว ให้ออกซิเจน
  • และอาจต้องเจาะคอช่วยหายใจ ในรายที่กินพาราควอตไม่ควรให้ออกซิเจน นอกเสียจากผู้ป่วยมีภาวะขาด ออกซิเจนรุนแรง เพราะออกซิเจนส่งเสริมให้เกิดภาวะเป็นพิษจากพาราควอต
  • ถ้ามีภาวะปอดบวมน้ำ (ผู้ป่วยมีอาการหอบและฟังปอดมีเสียงกรอบแกรม) ให้ฉีดฤโรซไมด์ 1-2 หลอด เข้าหลอดเลือดดำ
  • ถ้าชัก ฉีดไดอะซีแพม 5-10 มก. เข้าหลอดเลือดดำ
  • ถ้ามีภาวะเลือดเป็นกรด ฉีดโซเดียมไบคาร์บอเนต
  • ถ้ามีภาวะไตวาย อาจต้องทำการฟอกล้าง ของเสียหรือล้างไต (dialysis)
  • ถ้ามีการติดเชื้อ เช่น ปอดอักเสบ ให้ยา ปฏิชีวนะ
                4. ให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น
  • ถ้าเกิดจากยาฆ่าแมลงประเภทออร์แกโนฟอสเฟต (ผู้ป่วยจะมีรูม่านตาหดเล็กทั้ง 2 ข้าง) ควรฉีดอะโทรฟีน ขนาด 0.05 มก./กก. เข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าหลอดเลือดดำทุก 5-10 นาที จนกระทั่งรูม่าน ขยาย และมีอาการคอแห้ง หลังจากนั้นให้ยาต้านพิษได้แก่ พราลิดอกไซม์ (pralidoxime) มีชื่อทางการค้า เช่น 2-PAM,Protopam ขนาด 2.5 มก./กก.(สูงสุด 1 กรัม) ผสมน้ำเกลือ 100 มล.ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ช้า ๆ ถ้าอาการหายใจยังไม่ดีขึ้นให้ฉีดซ้ำได้ในอีก 30 นาที ต่อมา (สำหรับผู้ป่วยที่กินคาร์บาเมตไม่จำเป็นต้องให้ พราลิดอกไซม์)
 
  • ถ้าเกิดจากสารหนู ให้ยาต้านพิษได้แก่ ไดเมอร์แคปรอล (dimercaprol) มีชื่อทางการค้า เช่น บีเอแอล (BAL) โดยแดเข้าเข้ากล้ามเนื้อขนาด 3-4 มก./กก. ทุก 4 ชั่วโมง ใน 2 วันแรก และให้ทุก ๆ12 ชั่วโมง ติดต่อ กันอีก 8 วัน
   
  • ถ้าเกิดจากดีดีทีนอกจากสวนล้างกระเพาะด้วยน้ำอุ่นแล้ว ควรให้กินยาระบาย ได้แก่ โซเดียมซัลเฟต (sodium sulfate) ขนาด 30 กรัมในน้ำ 200 มล.และให้กินฟีโนบาร์บิทาล เพื่อสงบประสาท
 
  • ถ้าเกิดจากการกิน พาราเซตามอล เกินขนาด ให้อะเซทิลซิสเตอีนกินหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

การป้องกัน

                        1. ควรป้องกันมิให้เด็กหยิบยาหรือสารเคมีกินเอง โดยเก็บยาและสารเคมีให้มิดชิด หรือไว้ในที่สูงเกินกว่า เด็กจะหยิบถึง

                        2. ควรป้องกันการหยิบยาผิด หรือกินถูกสารพิษ ด้วยความเผอเรอ โดย
 
  • เก็บยาไว้ในที่มิชิด หรือไว้ในตู้ยาที่เด็กหยิบเองไม่ได้
  • เขียนฉลากยาให้ชัดเจน
  • สารเคมีที่มีพิษควรเก็บไว้ในที่เฉพาะ และ ปิดให้มิดชิด อย่าปะปนกับอาหารที่กิน หรือวางอยู่ในตู้ กับข้าว

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient