Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

พิษเห็ด (Mushroom poisoning)

พิษเห็ด (Mushroom poisoning)

                เห็ดพิษมีหลากหลายชนิด และในเห็ดพิษชนิด เดียวกันก็อาจมีพิษอยู่หลายชนิดต่าง ๆ กันไปภาวะพิษ จากเห็ด (พิษเห็ด) จึงมีอาการได้หลายลักษณะ ส่วนใหญ่จะเกิดอาการแบบอาหารเป็นพิษทั่วไป คือ ปวดท้อง อาเจียน และท้องเดิน แต่เห็ดพิษบางชนิดมีพิษต่ออวัยวะสำคัญ อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เช่น
  • พิษต่อตับ ที่สำคัญได้แก่ เห็ดตระกูลอะมานิตา (Amanita) มีสารพิษร้ายแรงต่อตับชื่อ อะมาท็อกซิน (amatoxins) ทำให้ตับวาย ไตวาย ในบ้านเราได้แก่ เห็ดระโงกหิน (มีชื่ออื่น เช่น เห็ดไข่ห่านตีนตัน เห็ดระโงกเห็ดระงาก เห็ดสะงาก เห็ดไข่ตายซาก เป็นต้น) มีลักษณะ เป็นเห็ดขนาดใหญ่ รูปทรงสะดุดตา ขึ้นอยู่ทั่วไปตาม เรือกสวนไร่นาและป่าเขา เป็นสาเหตุการป่วยและการ ตายที่สำคัญของชาวบ้าน โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสานที่นิยมกินเห็ดป่า ซึ่งมักจะปรากฏเป็นข่าวทุกปี
  • พิษต่อประสาทส่วนกลาง เช่น เห็ดตระกูล ไจโรมิทรา (gyromitra) มีพิษไจโรมิทริน (gyromitrin) หรือเรียกว่า โมโนเมทิลไฮดราซีน (monomethylhydrazine) นอกจากมีผลต่อสมองแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกและภาวะ เมตเฮโมโกลบินในเลือด (methemoglobinemia) ตับวาย ไตวายได้
              นอกจากนี้ยังมีเห็ดตระกูลซิโลไซบ์ (Psilocybe) ซึ่งมีพิษซิโลไซบิน (psilocybin) และซิโลซิน (psilocin) ซึ่งจะมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายซีโรโทนิน มีฤทธิ์คล้ายสาร เสพติดแอลเอสดี (LSD) ทำให้เคลิบเคลิ้ม ประสาทหลอน และทำลายระบบประสาทอย่างรุนแรง ในบ้านเรา ได้แก่ เห็ดขี้ควาย (ตำราแพทย์โบราณเรียก เห็ดโอสถ รวมจิต) ซึ่งขึ้นยู่ตามกองมูลวัวมูลควายแห้ง พบได้ทั่วไปในทุกภาค
 
  • พิษต่อประสาทอัตโนมัติ เช่นเห็ดตระกูลอิโนไซบ์ (Inocybe) และคลิโทไซบ์ (Clitocybe) มีพิษ มัสคารีน (muscarine)ออกฤทธิ์โคลิเนอร์จิก (กระตุ้นประสาทพาราซิมพาเทติก) อาการคล้ายพิษยาฆ่าแมลงประเภทออร์แกโนฟอสเฟต แต่รุนแรงน้อยกว่า  พิษชนิด นี้ถูกทำลายด้วยความร้อน
                นอกจากนี้ยังมีเห็ดพันธุ์ Amanita muscaria ซึ่งมีพิษมัสซิมอล (muscimol) และกรดไอโบเทนิก (ibotenic acid) ออกฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิกคล้ายอะโทรพีน และมีฤทธิ์ทำให้อาการประสาทหลอนร่วมด้วย
 
  • พิษต่อไต เช่น เห็ดตระกูลคอร์ตินาเรียส (Cor tinarius) มีพิษออเรลลานีน (orellanine) และออเรลลีน (orelline) ทำให้เกิดภาวะไตวายหลังกินเห็ด 1-3 สัปดาห์ พิษชนิดนี้ถูกทำลายด้วยความร้อน
  • พิษร่วมกับแอลกอฮอล์คล้ายไดซัลฟิแรม (disulfiram) เช่น เห็ดตระกูลโคพรินัส (Coprinis) มีพิษโคพรีน (coprine) มีพิษโคพรีน (coprine) ซึ่งมีความทนต่อความร้อน จะเกิดพิษเฉพาะเมื่อกินเห็ดร่วมกับแอลกอฮอล์
                พิษเห็ดบางชนิดมีความทนต่อความร้อน โดย เฉพาะอย่างยิ่งเห็ดระโงกหินที่มีพิษร้ายแรง ถึงแม้ปรุงให้สุกพิษก็ไม่ถูกทำลาย บางชนิดทำให้สุกอาจลดพิษลง หรือทำลายพิษได้ เช่น พิษมัสคารีน พิษไจโรมิทริน

                อาการของพิษเห็ดขึ้นกับชนิดและปริมาณพิษ ที่ได้รับ

 
 
อาการ

                   1. พิษชนิดอ่อน (ที่ไม่มีพิษต่ออวัยวะสำคัญ) ทำให้เกิดอาการแบบอาหารเป็นพิษทั่วไป คือ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน มักเกิดหลังกินเห็ด 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง (อาจเกิดระหว่าง 5 นาที ถึง 36 ชั่วโมงหลังกินเห็ดก็ได้) ถ้ารุนแรงทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ มักจะหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง

                   2. พิษต่อตับ (เห็ดระโงกหิน) มักเกิดอาการหลังกินเห็ด 6-24 ชั่วโมง (เฉลี่ย 12 ชั่วโมง) ระยะแรกจะมี อาการปวดบิดเกร็งในท้อง อาเจียน และถ่ายท้องรุนแรงบางรายอาจมีมูกเลือดปน อาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึง ตายได้ แต่ถ้าได้รับสารน้ำหรือเกลือแร่ทดแทนได้พอเพียง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น จนดูเหมือนปกติ (ระยะนี้ถ้า ตรวจเลือดอาจพบเอนไซม์ตับ คือ ASTและ ALTสูง ขึ้นเรื่อย ๆ) จนกระทั่ง 2-4 วันหลังกินเห็ดจะเกิดภาวะ ตับวาย เนื่องจากเซลล์ตับถูกทำลายรุนแรง และมักมี ภาวะไตวายและหัวใจวายร่วมด้วย มีอัตราตายสูง (มากกว่าร้อยละ 20)

                  3. พิษต่อประสาทส่วนกลางเห็ดตระกูลไจโรมิทรา (พิษไจโรมิทริน) จะเกิด พิษมากเมื่อกินแบบไม่ปรุงให้สุก มักเกิดอาการหลังกิน เห็ด 6-24 ชั่วโมง จะเริ่มด้วยอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน เป็นตะคริว ซึ่งมักจะไม่รุนแรง ต่อมาจะมี อาการเพ้อ ชัก หมดสติ อาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก ภาวะเมตเฮโมโกลบินในเลือด (mrthemoglobinemia) ตับวาย ไตวายได้ มีอัตราตายสูงพอประมาณ (น้อยกว่าร้อยละ10)

                  พิษซิโลไซบินและซิโลซิน (เห็ดขี้ควาย) หลัง กินเห็ด 30-60 นาที ผู้ป่วยจะรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ประสาทหลอน (โดยเฉพาะเห็นภาพหลอน) เดินโซเซ รูม่านตาขยาย ใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ความดันโลหิตสูง มีการเคลื่อนไหวมากผิดปกติ บางรายอาจมีอาการชัก ผู้ป่วยอาจรู้สึกตื่นตระหนก กลัวตาย โดยทั่วไปภาวะพิษชนิดนี้ มักจะไม่รุนแรงถึงตาย

                  4.พิษต่อระบบประสาทอัตโนมัติ พิษมัสคารีน จะเกิดพิษมากเมื่อกินแบบไม่ปรุงให้สุก มักเกิดอาการหลังกินเห็ด 30-60 นาที จะมีอาการ อาเจียน ท้องเดิน ปัสสาวะราด น้ำตาไหล น้ำลายฟูม  ปาก เสมหะมาก หลอดลมหดเกร็ง (อาจมีเสียงหายใจดังวี้ด) ชีพจรเต้นช้าความดันโลหิตต่ำ รูม่านตาหดเล็ก มักจะไม่รุนแรงถึงตาย

                 พิษมัสซิมอลและกรดไอโบเทนิก หลังกินเห็ด ประมาณ 30 นาที ผู้ป่วยจะมีอาการเมา เดินโซเซ เคลิ้มฝัน ร่าเริงกระปรี้กระเปร่า ประสาทหลอน เอะอะโวยวาย หลังจากนั้นจะหลับนาน เมื่อตื่นขึ้นมาอาการจะหาย เป็นปกติภายใน 1-2 วัน แต่ถ้ากินเห็ดชนิดนี้มากๆ จะเกิดอาการคล้ายพิษอะโทรพีน ได้แก่ หน้าแดง ตัวแดง ตื่นเต้น เพ้อ กล้ามเนื้อสั่นและกระตุก ชัก รูม่านตาขยาย ชีพจรเต้นช้า มักจะไม่รุนแรงถึงตาย

                 พิษต่อไต หลังกินเห็ด 24-48 ชั่วโมง จะมีอาการ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน ซึ่งมักจะไม่รุนแรง เมื่ออาการ ทุเลาหรือหายแล้วหลังจากกินเห็ด 36 ชั่วโมง ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะไตวายตามมา โดยมีอาการปวดเอว กระหายน้ำมาก ปัสสาวะออกมากและบ่อย หรือปัสสาวะออกน้อย ร่วมกับอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร  ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ง่วงนอน ภาวะไตวายมักเป็น เรื่อรังนานเป็นแรมเดือนแรมปี

                 6.พิษร่วมกับแอลกอฮอล์ จะเกิดอาการหลังกินเห็ดแกล้มแอลกอฮอล์ 10-30 นาที หรือเมื่อดื่มแอลกอฮอล์หลังจากกินเห็ดแล้วถึง 1 สัปดาห์ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าแดง ตัวแดง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ใจสั่น เหงื่อแตก ชาตามตัว รูม่านตาขยาย ความดันโลหิตสูง บางรายอาจมีความดันโลหิตต่ำ
ข้อแนะนำ

                   1. ถ้าพบผู้ป่วยมีอาการเป็นพิษจากเห็ด ควรให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น และส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลทุกราย เมื่อดูแล รักษาจนดูเป็นปกติแล้ว ก็อย่าเพิ่งวางใจ เนื่องเพราะพิษต่อตับและไตอาจค่อย ๆ เกิดขึ้นช้าๆ กินเวลาเป็นวัน ๆ ถึงสัปดาห์ๆ ก็ได้ ควรตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไตเป็นระยะ ๆ (ยกเว้นในกรณีที่วินิจฉัยได้แน่ชัดว่าไม่ได้เกิดจากเห็ดที่มีพิษต่อตับ หรือไตเท่านั้น)โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กินเห็ดระโงกหิน (พบมากทางภาคเหนือและอีสาน) ควรติดตามดูแลอย่าง ใกล้ชิด จนกว่าจะตรวจเลือดแล้วไม่พบมีความผิดปกติ ของตับหลังเกิดอาการ 7 วันไปแล้ว

                   2. ควรให้ความรู้แก่คนทั่วไปถึงอันตรายของเห็ดพิษวิธีป้องกัน อาการแสดงของเห็ดพิษและการปฐมพยาบาล รวมทั้งเก็บเศษ อาหารที่อาเจียน และชิ้นส่วนเห็ดส่งไปตรวจพิสูจน์ที่โรงพยาบาล

                   3. โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีอาการเกิดขึ้นภายใน 6 ชั่วโมงหลังกินเห็ดมักเป็นพิษที่ไม่ร้ายแรง ถ้าเกิดขึ้นหลัง 6 ชั่วโมงมักเป็นพิษชนิดร้ายแรงแต่อาจมีข้อยกเว้นถ้ามีการกินเห็ดพิษหลายชนิดพร้อมกัน การเกิดอาการเร็วก็อาจไม่ได้ประกันว่าจะไม่เป็นพิษร้ายแรง (ซึ่งมักเกิด ตามมาช่วงหลัง)

                   4. ผู้ป่วยที่เกิดจากพิษต่อตับหรือไต บางครั้งอาจ มาพบแพทย์ในช่วงหลัง คือมีอาการของตับวาย (เช่นมี อาการดีซ่าน จ้ำเขียว ตามตัว หรือซึม เพ้อ ชัก) หรือไตวาย (อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ง่วงนอน เบื่ออาหาร ปัสสาวะ ออกมากหรือน้อยกว่าปกติ) ดังนั้น ถ้าพบอาการดังกล่าวควรคิดถึงภาวะพิษจากเห็ดไว้เสมอ

 
การรักษา

                ถ้าพบผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน หรือมีอาการทางระบบประสาทหรือทางจิต เกิดขึ้นหลัง กินเห็ด โดยเฉพาะเห็ดป่าหรือเห็ดที่ไม่รู้จัก หรือพบว่า  เป็นพร้อมกันหลายคนที่กินเห็ดด้วยกัน ควรให้การปฐม-พยาบาล  แล้วรีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล โดยเร็ว

                แพทย์มักจะวินิจฉัยภาวะพิษเห็ดจากลักษณะอาการประวัติการกินเห็ด และตรวจตัวอย่างเห็ดที่เป็นสาเหตุ

                การซักถามช่วงเวลาที่กินเห็ดกับช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการอาจมีประโยชน์ในการแยกแยะสาเหตุ ถ้าเริ่มมี อาการหลังกินเห็ดน้อยกว่า 6 ชั่วโมง มักเกิดจากพิษชนิด อ่อนและชนิดร้ายแรงไม่มาก ได้แก่ ซิโลไซบินแลพซิโลซิน (เห็ดขี้ควาย) พิษต่อประสาทอัตโนมัติ (มัสคารีน มัสซิมอล และกรดไอโบเทนิก) แต่ถ้าเริ่มมีอาการหลังกินเห็ด มากกว่า 6 ชั่วโมง มักเกิดจากพิษร้ายแรง ได้แก่ พิษต่อ ตับ (เห็ดระโงกหิน) พิษต่อไต พิษไจโรมิทริน
                ถ้าเริ่มมีอาการหลังกินเห็ดร่วมกับดื่มแอลกอฮอล์ 2-72 ชั่วโมง ก็เกิดจากพิษโคพรีน

                การรักษา ให้การรักษาขั้นพื้นฐาน และมักจะต้องรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อ เฝ้าติดตามอาการ ตรวจเลือด ประเมินการทำงานของตับ และไต และให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาบรรเทาปวด ปรับดุลสารน้ำและเกลือแร่ ใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้ยากล่อมประสาท (ในรายที่กระสับกระส่าย เอะอะโวยวาย) ให้ยาแก้ชัก ให้กลูโคส (ในรายที่มีภาวะน้ำตาลต่ำ) เป็นต้น

                เมื่อทราบว่าเป็นเห็ดพิษชนิดใด หรือผู้ป่วยมี อาการแสดงชัดเจนว่าเป็นจากพิษชนิดใด ก็จะให้การรักษาตามสาเหตุ ดังนี้
  • พิษต่อตับ (เห็ดระโงกหิน) ใช้ผงถ่านกัมมันต์ ทุก 4 ชั่วโมง ให้ยาต้านพา เช่น เพนิซิลลินจี ขนาด 300,000-100,000 ยูนิต/กก./วัน เข้าหลอดเลือดดำ ร่วมกับไซลิบินิน (silibinin) กินขนาด 20-50 มก./วัน กรดไทโอเอติก (thioetic acid) ขนาด 75 - 500 มก./วัน หยดเข้าหลอดเลือดดำ ไซเมทิดีน 10 กรัม/วัน เป็นต้น

                 นอกจากนี้ อาจทำการล้างไตโดยวิธีฟอกเลือด (hemodialysis) ทำการถ่ายพลาสมา (plasmapheresis), hemofiltration หรือ hemoperfusion กรณีมีภาวะ ตับวายรุนแรง อาจต้องทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ
 
  • พิษไจโรมิทริน ให้ผงถ่านกัมมันต์ทุก 4 ชั่วโมง และยาระบาย ให้ยาต้านพา ได้แก่ ไพริดอกซีน (pyridoxine) ขนาด 2.5 มก./กก. เข้าหลอดเลือดดำ
  • พิษซิโลบินไซบินและซิโลซิน (เห็ดขี้ควาย) ควรแยกผู้ป่วยอยู่ในที่สงบ ในรายที่มีอาการตื่นตระหนก ประสาทหลอน กลัวตาย ให้ยากล่อมประสาท เช่น ไดอะซีแพม
  • พิษมัสคารีน ให้อะโทรพีน ขนาด 1-2 มก.เข้าหลอดเลือดดำ สามารถให้ซ้ำจนกระทั่งเสมหะแห้ง อาการมักจะดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง
  • พิษมัสซิมอลและกรดไอโบเทนิก ถ้ามีอาการชักให้ไดอะซีแพม ขนาด 5-10 มก.เข้าหลอดเลือดดำ
  • พิษต่อไต ไม่มียาต้านพิษ ควรทำการตรวจเลือดดูการทำงานของไตเป็นระยะ ๆ ปรับดุลสารน้ำและ เกลือแร่
    ถ้าจำเป็นอาจต้องทำการล้างไตด้วยวิธีฟอกเลือด (hemodialysis) หรือทำ hemoperfusion และอาจต้อง ผ่าตัดปลูกถ่ายไต
  • พิษร่วมกับแอลกอฮอล์ ถ้ามีความดันโลหิต ต่ำ ต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ได้ผลให้นอร์เอพิเนฟรีน
    ถ้าอาการรุนแรงมากอาจต้องทำการฟอกล้าง ของเสียทางเลือด
     

การป้องกัน
 

                  1. ห้ามกินเห็ดระโงกหินที่มีพิษต่อตับโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะทำให้สุกหรือไม่ก็ตาม

                  2. หลีกเลี่ยงการกินเห็ดธรรมชาติหรือเห็ดป่าที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยมีผู้อื่นบริโภคมาก่อน หรือเห็ดที่เก็บมาจากบริเวณที่เคยมีเห็ดพิษขึ้นมาก่อน หากไม่แน่ใจ ไม่มี ข้อมูลเพียงพอ ก็ไม่ควรบริโภคเป็นอันขาด

                  3. ในการเก็บเห็ด ควรมีผู้ที่มีประสบการณ์อยู่ร่วมตรวจสอบด้วยเสมอ ไม่ควรเก็บเห็ดในบริเวณที่มี สารพิษตกค้าง

                  4. ในการบริโภคเห็ดธรรมชาติหรือเห็ดป่า ควรปฏิบัติดังนี้
 
  • ไม่ควรกินแบบสด ๆ หรือเห็ดที่ไม่ได้ทำให้สุก (เห็ดบางชนิดเมื่อถูกความร้อนพิษจะถูกทำลายลง)
  • ไม่ควรนำเห็ดหลายชนิดมาปรุงรวมกัน ควร แยกออกเสียก่อน หากเกิดเป็นพิษจะได้ง่ายต่อการวินิจฉัย
  • ไม่ควรนำเห็ดไปปรุงจนหมด ควรเก็บดอกอ่อนและดอกแก่ไว้อย่างละ 1 ดอกเป็นอย่างน้อย เพื่อนำส่งวิเคราะห์หากเกิดการเป็นพิษขึ้นมา
                5. การพิสูจน์พิษเห็ดโดยวิธีพื้นบ้าน (เช่น ใช้ช้อนเงิน งาช้าง ข้าวสาร หัวหอม หรือใช้ร่องรอยการทำลายจากหนอน แมลง และสัตว์)  รวมทั้งการสังเกตลักษณะรูปทรง สีสันของเห็ด มีความไม่แม่นยำ จึงไม่ควรนำเห็ดที่ผ่านการพิสูจน์โดยวิธีเหล่านี้มาบริโภค


 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient