Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

ท้องเดิน/อุจจาระร่วง (Diarrhea/Gastroenteritis)

ท้องเดิน (ท้องร่วง ท้องเสีย อุจจาระร่วง)

                  หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว

                  ในทารกที่กินนมมารดา ปกติอาจถ่ายอุจจาระเหลว ๆ บ่อยครั้งได้ ไม่ถือว่าเป็นอาการของท้องเดิน แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากและบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็น ก็ถือว่าผิดปกติ

                  ท้องเดินเป็นอาการที่พบได้บ่อย และมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และมักหายได้เอง ส่วนน้อยอาจมีอาการรุนแรงทำให้มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

                  นอกจากอาการถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายเหลว หรือถ่ายมีมูกเลือดปนแล้ว อาจมีอาการไข้ ปวดท้อง อาเจียนร่วมด้วย ซึ่งสุดแล้วแต่สาเหตุที่เป็น 

สาเหตุ

              1.  ถ้าเป็นท้องเดินชนิดเฉียบพลัน อาจเกิดจาก

     ก.  การติดเชื้อซึ่งพบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่น อาจเกิดจากเชื้อไวรัส (เช่น ไวรัสโรตา ไวรัสโคโรนา ไวรัสอะดีโน) เชื้อแบคทีเรีย (เช่น ชิเกลลา ไทฟอยด์ อหิวาต์) โปรโตซัว (เช่น อะมีบา ไกอาร์เดีย มาลาเรีย) หนอนพยาธิ (เช่น พยาธิแส้ม้า ทริเนลลาสไปราลิส)

     ข.  สารพิษจากเชื้อโรค โดยการกินพิษของเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในอาหาร ซึ่งมักจะพบว่า ในกลุ่มคนที่กินอาหารด้วยกันมีอาการพร้อม
กันหลายคน 

     ค.  สารเคมี เช่น ตะกั่ว สารหนู ไนเทรต ยาฆ่าแมลง เป็นต้น มักทำให้มีอาการอาเจียน ปวดท้องรุนแรงและชักร่วมด้วย

     ง.  ยา  เช่น  ยาถ่าย  ยาลดกรด  ยาปฏิชีวนะ   ยารักษาโรคเกาต์ (เช่น คอลชิชิน) เป็นต้น

                ในกรณีที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ สาเหตุที่ชักนำให้เกิดอาการท้องเดินคือ ยาปฏิชีวนะเข้าไปทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่เป็นปกติวิสัยหรือประจำถิ่น (normal flora) บางชนิดในลำไส้ใหญ่ ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Clostridium difficile ที่แฝงเร้นอยู่มีการเจริญเติบโตจนเกิดการอักเสบของลำไส้ใหญ่ ภาวะนี้พบบ่อยในผู้ที่ใช้ยาคลินดาไมซิน (clindamycin) ลินโคไมซิน (lincomycin) กลุ่มเพนิซิลลิน และเซฟาโลสปอริน นอกจากนี้ก็อาจพบในการใช้ยาอีริโทรไมซิน กลุ่มเตตราไซคลีน กลุ่มซัลฟา และกลุ่มควิโนโลน อาการมักเกิดหลังการใช้ยาประมาณ 1-10 วัน
(บางรายภายใน 6สัปดาห์) ถ้าเป็นไม่รุนแรงจะมีอาการถ่ายเหลวบ่อย ในรายที่เป็นรุนแรงจะมีอาการถ่ายเป็นมูกและมีเลือดออก มีไข้ ปวดท้อง เกิดภาวะขาดน้ำ ความดันต่ำ หรือลำไส้ใหญ่ทะลุ เป็นอันตรายร้ายแรงได้ เรียกภาวะรุนแรงนี้ว่า Pseudomembranous  colitis

     จ.  สัตว์พิษ (เช่น  ปลาปักเป้า  ปลาทะเล  หอย  ทะเล คางคก)  พืชพิษ (เช่น เห็ดพิษ กลอย) 

      2.  ถ้าเป็นเรื้อรัง (ถ่ายนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย) อาจเกิดจาก

     ก.  โรคลำไส้แปรปรวนมักทำให้มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นแรมเดือนแรมปี โดยที่ร่างกายแข็งแรงดี

     ข.  การติดเชื้อ เช่น บิดอะมีมา ไกอาร์เดีย  วัณโรคลำไส้  พยาธิแส้ม้า เอดส์  เป็นต้น
           
     ค.  โรคต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน

      ง.  ภาวะพร่องแล็กเทส  ซึ่งเป็นเอนไซม์ย่อยน้ำตาลแล็กโทสในนม จึงทำให้เกิดอาการท้องเดินหลังดื่มนม                     

      จ.  การแพ้อาหาร เช่น นมวัว ไข่ ปลา กุ้ง หอย  ปู ถั่วลิสง เป็นต้น ซึ่งพบได้ในคนทุกวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก 

      ฉ.  การดูดซึมผิดปกติ (malabsorpiton) เป็นภาวะที่ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ตามปกติอาจเกิดจากการขาดเอนไซม์ย่อยอาหาร หรือความผิดปกติของลำไส้เล็ก ซึ่งเป็นผลมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งตับอ่อน ภาวะทางเดินน้ำดีอุดกั้น การผ่าตัดกระเพาะอาหารลำไส้เล็กหรือถุงน้ำดี การติดเชื้อของลำไส้ (ที่พบบ่อยคือ ท้องเดินจากเชื้อไกอาร์เดีย) เป็นต้น ทำให้เกิดอาการท้องเดินเรื้อรัง ถ่ายอุจจาระเหลวมีสีเหลืองอ่อน เป็นฟองลักษณะเป็นมัน ลอยน้ำ และมีกลิ่นเหม็นจัด (เนื่องจากไขมันไม่ถูกดูดซึม) ผู้ป่วยมักมีอาการน้ำหนักลด และอาจมีอาการการขาดสารอาหาร เช่น ซีด บวม เป็นต้น

      ช. เนื้องอกหรือมะเร็งของลำไส้หรือตับอ่อน

      ซ.  ยา เช่น กินยาถ่านหรือยาต้านกรดเป็นประจำก็ทำให้มีอาการท้องเดินเรื้อรังได้

      ฌ.อื่น ๆ เช่น ลำไส้ใหญ่อักเสบ (colitis) จากการฝังแร่รักษามะเร็งปากมดลูก (ถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง) ความเครียด การกระตุ้นหรือการไม่ย่อยของอาหาร (เช่น พริก กาแฟ แอลกอฮอล์ น้ำผลไม้)
 
อาการ

                 ขึ้นกับสาเหตุที่เป็น โดยทั่วไปจะมีอาการปวดท้องถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง บางรายอาจมีไข้ หรือ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย หรืออาจถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือด
 
 
ข้อแนะนำ

                 1. ท้องเดินชนิดเฉียบพลัน ถ้าพบในเด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอันตรายถึงตายได้ ถ้าให้การรักษาขั้นต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
ควรส่งโรงพยาบาล

                 2. อันตรายที่เกิดจากโรคนี้ คือการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ จึงควรแนะนำให้ประชาชนทั่วไปรู้จักใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ น้ำเกลือ ผสมเอง
น้ำอัดลมหรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือ ดื่มกินทันทีที่มีอาการท้องเดิน จะช่วยป้องกันมิให้อาการรุนแรงได้ สิ่งนี้นับเป็น  “ยาแก้ท้องเดิน”ที่จำเป็นที่สุด

                 3. ในเด็กเล็ก อาการท้องเดินมีความสัมพันธ์กับโรคขาดสารอาหารอย่างมาก กล่าวคือ ท้องเดินบ่อยอาจทำให้ขาดอาหาร
และโรคขาดอาหารอาจทำให้ท้องเดินบ่อย จึงควรรักษาทั้ง 2 โรคนี้อย่างจริงจัง

                 4. ควรอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจถึงสาเหตุของโรคท้องเดินในเด็กเล็กว่าไม่ได้เกี่ยวกับการยืดตัวของเด็กดังที่เข้าใจกันทั่วไป แต่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งสามารถป้องกันได้
 
 
การรักษา

                ในรายที่เป็นท้องเดินชนิดเฉียบพลัน มีแนวทางในการดูแลรักษาดังนี้

             1. ควรงดอาหารแข็ง อาหารรสจัด และอาหารที่มีกากใย (เช่น ผัก ผลไม้) ให้กินอาหารอ่อน หรืออาหารเหลว เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำข้าว น้ำหวานแทน

               ในทารกให้ดื่มนมมารดาตามปกติ ถ้าดื่มนมผงในระยะ 2-4 ชั่วโมงแรก ให้ผสมนมเจือจางลงเท่าตัวแล้วค่อยให้ดื่มนมผสมตามปกติ
          
            2. ให้น้ำเกลือ
              ก.ผู้ป่วยยังกินได้ ไม่อาเจียน หรืออาเจียนเพียงเล็กน้อย ให้กินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โดยผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ของ องค์การเภสัชกรรม  กับน้ำสุกดื่มต่างน้ำบ่อย ๆ  ครั้งละ ½-1 ถ้วย (250 มล.) หรือจะใช้น้ำเกลือผสมเองก็ได้  โดยใช้น้ำสุก 1 ขวดแม่โขงกลม   (หรือขวดน้ำปลาใหญ่ คือ ขนาดประมาณ 750 มล.)  ผสมกับน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ (25-30 กรัม) และเกลือป่น ½ ช้อนชา (1.7 กรัม) หรือจะใช้น้ำอัดลมหรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือ (ใส่เกลือ ½ ช้อนชาใน น้ำอัดลมหรือน้ำขาว 1 ขวดแม่โขง) ก็ได้

                   ในเด็กเล็ก ในช่วง 4 ชั่วโมงแรกให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ในปริมาณ 50มล./กก. (สำหรับภาวะขาดน้ำเล็กน้อย และ 100 มล./กก. (สำหรับภาวะขาดน้ำเห็นได้ชัด)

                 .ถ้าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนเล็กน้อย แต่ยังพอดื่มน้ำเกลือหรือน้ำข้าวต้มได้ ให้คอยสังเกตว่าได้รับน้ำเข้าไปมากกว่าส่วนที่อาเจียนออกมาหรือไม่ ถ้าอาเจียนออกมามากกว่าส่วนที่ดื่มเข้าไป หรือมีอาการอาเจียนมาก ควรให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำแทน

                ผู้ใหญ่  ให้น้ำเกลือชนิดเดกซ์โทรส  5% ในน้ำเกลือนอร์มัล (5% D/NSS) หรือน้ำเกลือนอร์มัล (NSS)1,000-2,00 มล. ใน
12-24 ชั่วโมง  ถ้ามีภาวะขาดน้ำปานกลางหรือรุนแรงในระยะ 1-2 ชั่วโมงควรให้น้ำเกลือหยดเร็ว ๆ จนกระทั่งชีพจรเต้นช้าลงและแรงขึ้น ความดันเลือดกลับคืนเป็นปกติ จึงค่อยปรับให้น้ำเกลือหยดช้าลง

                เด็ก  ให้น้ำเกลือชนิดเดกซ์โทรส 5% ใน 1/3 นอร์มัล  (5% D 1/3 NSS )  ขนาด 100 มล./กก.  ใน 24 ชั่วโมง ถ้ามีภาวะขาดน้ำรุนแรงในระยะ  1-2 ชั่วโมง แรกให้ขนาด 20 มล./กก. ใน 1 ชั่วโมง

                ขณะให้น้ำเกลือ ควรเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดและใช้เครื่องฟังตรวจปอดบ่อยๆ ถ้ามีอาการหน้าบวมหอบ ตัวเขียว หรือฟังบอดมีเสียงกรอบเกรบ (crepitationป) แสดงว่าให้น้ำเกลือเร็วหรือมากเกินไป ควรหยุดน้ำเกลือ และฉีดฟูโรซีไมด์ ½ -1 หลอดเข้าหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ดีขึ้นให้รีบส่งโรงพยาบาล

               3. ยาแก้ท้องเดิน ไม่มีประโยชน์ในการรักษาอาการท้องเดิน และถ้าใช้ผิด ๆ อาจเกิดโทษได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กและผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากโรคติดเชื้อดังนั้น ในปัจจุบันจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้ท้องเดิน  แต่เน้นที่การให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่  ให้ได้เพียงพอ อาการท้องเดินก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น 

               4. ยาปฏิชีวนะ ส่วนใหญ่ไม่ต้องให้ ควรให้เฉพาะรายที่สงสัยเป็นบิด  อหิวาต์  หรือไทฟอยด์ เท่านั้น (ขอให้ดูเพิ่มในบทที่ว่าด้วยโรค
เหล่านี้)

               5. ถ้าทราบสาเหตุของท้องเดิน ให้รักษาตามสาเหตุ

               6. ควรติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ถ้าถ่ายรุนแรง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนรุนแรง มีภาวะขาดน้ำมากขึ้น มีภาวะขาดน้ำรุนแรง หรือช็อกอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน โดยให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ไประหว่างทางด้วย

                   อาการที่แสดงว่าผู้ป่วยดีขึ้น ได้แก่
  • ถ่ายและอาเจียนน้อยลง
  • ภาวะขาดน้ำลดน้อยลง
  • ปัสสาวะออกมากขึ้น
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
  •  หน้าตาแจ่มใส ลุกนั่ง หรือเดินได้ เด็กเล็กเริ่มวิ่งเล่นได้
                  ในรายที่เป็นท้องเดินชนิดเรื้อรัง ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด มีไข้เรื้อรัง หรือถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด หลังเข้านอนกล่งคืนต้องตื่นขึ้นถ่ายท้องตอนดึก หรือมีอาการอุจจาระราด (กลั้นไม่อยู่) ควรแนะนำไปตรวจหาสาเหตุที่โรงพยาบาล ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ก็ให้รักษาตามสาเหตุ 
 


การป้องกัน

                สำหรับท้องเดินจากการติดเชื้อสามารถป้องกันได้ด้วยการปฏิบัติตัวดังนี้

                1. กินอาหารสุกและไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำสะอาด (ไม่ดื่มน้ำคลอง หรือน้ำบ่อแบบดิบๆ ไม่กินน้ำแข็งที่เตรียม
ไม่สะอาด )

                 2. ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ก่อนเตรียมอาหาร ก่อนเปิบข้าว และหลังถ่ายอุจจาระหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กทุกครั้ง

                 3. ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่มิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

                 4. สำหรับทารก
  • ควรเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา
  • ถ้าใช้ขวดนมเลี้ยงทารก ควรต้มขวดในน้ำเดือดนานอย่างน้อย 15-20 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน
  • ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐานต่างๆ ตามกำหนดเวลา และให้อาหารเสริมแก่ทารกเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงและไม่เป็นโรคขาดสารอาหาร

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient