Symptoms & Disease

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

เลือกดูโรคอื่นๆ

เล็ปโตสไปโรซีส (Leptospirosis)/ไข้ฉี่หนู

เล็ปโตสไปโรซีส  (Leptospirosis)/ไข้ฉี่หนู

                เล็ปโตสไปโรซีส เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้เป็นครั้ง คราวในแทบทุกจังหวัด พบมากในผู้ที่มีอาชีพที่ต้องย่ำน้ำ หรือแช่น้ำหรือสัมผัสสัตว์ที่เป็นพาหนะ เช่น ทำนา ทำสวน จับปลา เก็บขยะ ขุดท่อ  เลี้ยงสัตว์  ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ทำเหมืองแร่ แม่บ้านที่เตรียมอาหารจากเนื้อสัตว์  นักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยวป่า น้ำตก ทะเลสาบ ว่ายน้ำใน แหล่งน้ำจืด เป็นต้น

                พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2.5 เท่า ส่วนใหญ่พบในกลุ่มอายุ 15 - 54 ปี

                โรคนี้พบได้ประปรายตลอดปี  แต่จะพบมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำขัง หรือเกิดภาวะน้ำท่วม มีเชื้อโรคขังอยู่ในน้ำ เมื่อคนเดิน ลุยน้ำหรือลงแช่น้ำก็มีโอกาสได้รับเชื้อนี้ บางครั้งอาจ พบมีการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีภาวะน้ำท่วม

                ในระยะหลังๆนี้ พบผู้ป่วยเป็นโรคนี้กันมากทางภาคอีสาน เนื่องจากมีหนูซุกชุมตามท้องนา และมักจะ เป็นชนิดรุนแรง  ชาวบ้านเรียกว่า  ไข้ฉี่หนู

สาเหตุ
               
                เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง  ที่มีชื่อว่า เชื้อเล็ปโตสไปร่า (ieptospira) มีอยู่หลายสายพันธุ์ย่อย ซึ่งก่อให้เกิดอาการ และความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นกับชนิดและปริมาณของเชื้อ
 
                เชื้อนี้จะมีอยู่ในไตของสัตว์ ที่พบบ่อย คือ หนูท่อ หนูนา หนูพุก นอกจากนี้ยังพบในสุนัข สุกร  แมว โค กระบือ แพะ  แกะ

                เชื้อที่ก่อโรครุนแรงมีชื่อว่า  Leptospira ictero-haemorrhagiae  อาศัยอยู่ในหนูและสุนัข Leptospira bataviae อาศัยอยู่ในหนู สุนัข โค  กระบือ 

                สัตว์เหล่านี้จะปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะ เชื้อ จะสามารถมีชีวิตอยู่ในแหล่งน้ำหรือพื้นดินที่ชื้นแฉะได้นานหลายเดือน

                คนเราจะรับเชื้อเข้าร่างกายโดยผ่านเข้าทางบาดแผลถลอกหรือขีดข่วนตามผิวหนัง หรือเข้าทางเยื่อบุตาจมูกหรือช่องปากที่ปกติ วิธีติดเชื้อที่สำคัญ ได้แก่ การย่ำน้ำที่ท่วมขัง (เช่น ตามซอกซอยในเมือง) หรือพื้นดิน ที่ชื้นแฉะ (เช่น ตามท้องนา) และการแช่อยู่ในน้ำตาม ห้วยหนองคลองบึง เป็นเวลาเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป (เช่น จับปลา เก็บผัก เล่นน้ำ แข่งกีฬาทางน้ำ) นอกจากนี้ ยังสามารถติดเชื้อโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากปัสสาวะสัตว์  หรือสัมผัสถูกเลือด ปัสสาวะ หรือ เนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อโดยตรง

                ระยะฟักตัว 2 - 26 วัน (ที่พบบ่อย คือ 7 – 14 วัน)
อาการ

                ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่แตกต่างตรงที่จะรู้สักปวดมากตรงบริเวณน่อง หลัง และหน้าท้อง
 
                บางรายอาจมีไข้ติดต่อกันหลายวันสลับกับระยะไข้ลด

                บางรายอาจมีอาการตาแดง  คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก บางรายอาจมีอาการปวดตรงชายโครงขวา (ซึ่งอาจปวดรุนแรง จนแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นภาวะปวดท้องเฉียบพลัน และผ่าตัดช่องท้องดู)

                อาจมีอาการตาเหลืองเล็กน้อย หลังมีไข้ 4–7 วัน
 
                ในรายที่เป็นรุนแรง (พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วย) หลังมีไข้ 4 – 9 วัน จะมีอาการตาเหลืองจัดปัสสาวะเหลือเข้ม ปัสสาวะออกน้อย บางรายอาจมี อาการเลือดกำเดาไหล มีจุดแดงจ้ำเขียวขึ้นตามตัว หรือ อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด บางรายอาจมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจหอบ หรือไอเป็นเลือด
ข้อแนะนำ

                 1. อาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ตามตัว นอกจากนึกถึงสาเหตุจากไข้หวัดใหญ่ ไทฟอยด์  สครับไทฟัส กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน  มาลาเรีย ไข้เลือดออก ถุงน้ำดี อักเสบ และท่อน้ำดีอักเสบแล้ว จะนึกถึงโรคเล็ปโตสไปโรซิลหรือไข้ฉี่หนูไว้ด้วยเสมอโดย เฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบมีอาการตาแดงหรือดีซ่านร่วมด้วยในผู้ป่วยที่อยู่ในถิ่นที่มีโรคนี้ชุกชุม

                 2. โรคนี้ส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 90) จะมีอาการไม่ รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีอาการดีซ่านร่วมด้วย จนบางครั้งมักจะวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อไวรัส ดังนั้นเมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยว่าเป็น ไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อไวรัส ควรตรวจโดยการบีบน่องผู้ป่วย ถ้ารู้สึกเจ็บน่องมาก ควรสงสัยว่าอาจเป็น เล็ปโตสไปโรซิล ควรสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่าง ใกล้ชิด และควรส่งตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลโดยเร็ว การรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ภายใน 10-14 วัน

                  ส่วนรายที่เป็นรุนแรง (พบได้ร้อยละ 10) มัก จะมีอาการตาเหลืองจัด บางครั้งทำให้เข้าใจผิดว่าเป็น ตับอักเสบจากไวรัส ข้อแตกต่าง คือ ตับอักเสบ จากไวรัสมักจะไม่มีไข้เมื่อมีอาการดีซ่าน ในขณะที่  เล็ปโตสไปโรซิลจะมีไข้สูงขณะที่มีอาการดีซ่าน และมักจะมีอาการอื่น ๆ เช่น ไตวาย (ปัสสาวะออกน้อย) เลือดกำเดาไหล หรทอมีจุดแดงจ้ำเขียวร่วมด้วย

                หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็มักจะหายได้ภายใน 2-3 สัปดาห์
การรักษา

                หากสงสัย  ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว  อาจจำเป็น ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

                การตรวจเลือด จะพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงกว่า ปกติ  บางรายอาจสูงถึง  50,000  ตัว/ลบ.มม เกล็ดเลือดต่ำนอกจากนี้ยังอาจพบระดับของบียูเอ็น (BUN) ครีอะตินีน (creatinine)  เอเอสที (AST) และเอแอลที (ALT) สูงกว่าปกติ
 
                 การตรวจปัสสาวะพบสารไข่ขาว  เม็ดเลือดแดง  และเม็ดเลือดขาว

                ในรายที่ปวดศีรษะรุนแรง  หรือสงสัยเป็นเยื่อหุ้ม สมองอักเสบแทรกซ้อน อาจต้องเจาะหลัง

                อาจต้องทำการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ หรือ น้ำไขสันหลัง

                การทดสอบทางน้ำเหลือง  ซึ่งมีอยู่หลายวิธี เช่น IgM-ELISA, microscopic agglutination test (MAT), macroscopic slide agglutination test (MSAT), latex agglutination test, lepto-dipstick test  เป็นต้น มักพบ สารภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้ขึ้นสูง

                 การรักษา ในรายที่เป็นไม่รุนแรง ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีชิลลิน ครั้งละ 500 มก.วันละ 4 ครั้ง หรือดอกซีไซคลีน 
100 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน

                ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด เช่น เพนิซิลลินจี ครั้งละ 1.5 ล้านยูนิต หรือแอมพิซิลลิน ครั้งละ1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ทุก 6 ชั่วโมงนาน 7 วัน หรือดอกซีไซคลีน ครั้ง 100 มก.ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก 12 ชั่วโมง หรือเซฟทริอะโซน (ceftriaxone)  ครั้งละ 1 กรัม เข้าหลอดเลือดดำ วันละครั้ง นาน 7 วัน

                นอกจากนั้นจะให้การรักษาตามอาการที่พบ เช่น ให้ ยาลดไข้  ให้น้ำเกลือถ้ามีภาวะขาดน้ำ ให้เลือดถ้า มีเลือดออก

                ถ้ามีภาวะไตวาย  อาจต้องทำการฟอกล้างของเสีย หรือล้างไต (dialysis)

                ผลการรักษาขึ้นกับความรุนแรงโรคและสภาพ ของผู้ป่วย ถ้าไม่มีอาการดีซ่าน  อาการมักจะไม่รุนแรงแต่ถ้ามีดีซ่านร่วมด้วย มักจะมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และมีอันตรายถึงร้อยละ 15 - 20 ซึ่งมักเกิดจากภาวะไตวายหรือซ็อกจากการเสียเลือด ภาวะรุนแรงมักเกิดใน ผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์
 

การป้องกัน

                1.กำจัดหนู (ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญ) ทั้งใน นาข้าวและในที่อยู่อาศัย

                2.รักษาความสะอาดบริเวณบ้านเรือน อย่าให้มี ขยะและเศษอาหารตกค้าง อันจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ของหนู

                3.ถ้ามีบาดแผล รอยถลอก ขีดข่วน ให้ปิดแผล และหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำที่ท่วมขัง หรือพื้นดินที่ชื้นแฉะหรือลงแช่น้ำในห้วยหนองคลองบึง

                4.  ถ้าต้องเดินย่ำน้ำหรือพื้นดินที่ชื้นแฉะ (ตามตรอก ซอย คันนา ท้องนา ท้องไร่)ให้ใส่รองเท้าบู๊ตหรือรองเท้าหุ้มข้อ

                5.  อย่าลงแช่น้ำในห้วยหนองคลองบึงนานเกิน ครั้งละ 2 ชั่วโมง และเมื่อขึ้นจากน้ำควรฟอกสบู่และชำระ ด้วยน้ำสะอาด

                6.  เก็บหรือปกปิดอาหารและน้ำดื่มให้มิดชิด อย่าให้หนูปัสสาวะใส่

                7.  ดื่มน้ำต้มสุก และกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ด้วยความร้อน

                8.  หมั่นล้างมือภายหลังจับต้องเนื้อ ซากสัตว์ และ สัตว์ทุกชนิด

                9. ในกรณีที่ต้องเดินทางเข้าไปในแหล่งที่มีโรคนี้ชุกชุมในช่วงเวลาสั่น ๆ (เช่น การตั้งค่ายของกองทหาร นักเรียน นักศึกษา) และไม่สามารถใช้วิธีป้องกันอย่าง อื่น ๆ ได้ควรกินยาดอกซีไซคลีน ป้องกันล่วง หน้า ครั้งละ 200 มก.ตั้งแต่ในวันแรกที่เข้าไป ต่อมา กินทุกสัปดาห์ และวันสุดท้ายก่อนกลับ
 
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient