Symptoms & Disease

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

เลือกดูโรคอื่นๆ

เมลิออยโดซิส (Melioidosis)

เมลิออยโดซิส (Melioidosis)

                เมลิออยโดซิส เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่พบได้ทั้ง ในคนและสัตว์  พบว่าประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้ มากที่สุดในโลก และคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นปี ละ 2,000-3,000 ราย พบได้ทุกภาคของประเทศ แต่พบ มากที่สุดทางภาคอีสาน

                โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย  พบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 40-60 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1.4 เท่า 

                ผู้ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อและเป็นโรคนี้ ได้แก่ เกษตรกร และผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้อกับการสัมผัสดินและ น้ำ (เช่น ทหารที่ฝึกซ้อมในภาคสนาม หรือในการทำสงคราม)

                ผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีโรคประจำตัวร่วมด้วยโดยเฉพาะเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง รวมทั้งผู้ที่มีประวัติ ดื่มแอลกอฮอล์จัดหรือใช้สตีรอยด์ติดต่อกันนานๆ 

                โรคนี้พบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน (เดือนมิถุนายนถึงกันยายน)

                โรคนี้อาจแสดงอาการได้หลายลักษณะ ทั้งเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง บางครั้งอาจเกิดจากการติด เชื้อโดยไม่แสดงอาการก็ได้ (ซึ่งเชื้อจะหลบซ่อนอยู่ในร่างกาย ต่อมาภายหลัง เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ ก็จะมีอาการเกิดขึ้นได้)

                นอกจากนี้ยังอาจมีอาการคล้ายโรคติดเชื้ออื่นๆ (รวมทั่งโรคติดเชื้อร้ายแรง เช่น สแตฟีโลค็อกคัสออเรียส) วัณโรค และมะเร็งต่าง ๆ จึงได้ชื่อว่า ยอดนักเลียนแบบ
 
สาเหตุ
 
                เกิดจากการติดเชื้อเมลิเมลิออยโดซิส ซึ่งเป็แบคทีเรียที่มีชื่อว่า เบอร์คอลเอเรียสูโดมัสเลไอ(Burkholderia pseudomallei) เชื้ออาศัยอยู่ในดินและน้ำ ส่วนใหญ่เชื้อ เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีบาดแผล (เช่น บาดแผลเล็กๆ น้อยๆจากการทำงานในท้องไร่ ท้องนา บาดแผลจากอุบัติเหตุ เช่น รถชน รถคว่ำ บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อน  ลวก บาดแผลจากสงคราม เป็นต้น) โดยการสัมผัสดิน โคลน  หรือน้ำที่มีเชื้อโดยตรง

                นอกจากนี้ อาจติดต่อทางการหายใจ (เช่น การสูด หายใจเอาเชื้อเข้าปอด การสำลักน้ำเข้าปอด ในผู้ป่วยที่จมน้ำเป็นต้น) ทางการกิน (เช่นการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ) การติดจากผู้ป่วย (คนสู่คน) โดยตรงซึ่งพบได้น้อย การติดเชื้อในห้องปฏิบัติการ และการติดเชื้อในโรงพยาบาลเชื้อเมลิออยโดซิส เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ที่พบบ่อยที่สุด เกิดการติดเชื้อแทบทุกระบบของร่างกาย ที่พบบ่อยที่สุด  คือ กระแสเลือด รองลงมาคือ ปอด ผิวหนังและเนื้อเยื่อตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบการติดเชื้อที่ช่องท้อง (ตับ ม้าม ไต ทางเดินปัสสาวะ ลำไส้  ตับอ่อน ต่อมหมวกไต เยื่อบุช่องท้อง) คอหอยและทอนซิล ต่อมน้ำลายพาโรติด ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อ ข้อและกระดูก สมอง  เป็นต้น

                การติดเชื้อเมลิออยโดซิส แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ การติดเชื้อเฉพาะที่ กับการติดเชื้อในกระแสเลือด (ซึ่งยังแบ่งย่อยเป็นแบบแพร่กระจาย และแบบไม่แพร่กระจาย)
                               
 
อาการ

                          โรคนี้มีอาการแสดงได้หลายลักษณะ

                         1. ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน มักจะมีไข้สูง หนาวสั่นเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายโรคติดเชื้ออื่นๆ (เช่น) มาลาเรีย ไทฟอยด์ สครับไทฟัส  เล็ปโตสไปโรซิส) และ มักมีอาการของปอดอักเสบ หรือเป็นฝีกระจายไปทั่วปอด คล้ายการติดเชื้อ สเตฟีโลค็อกคัสออเรียส (มีอาการไอ  เจ็บหน้าอก หายใจหอบ) บางรายอาจมีการติดเชื้อของ ตับ (ปวดซ้ายโครงขวา ตับโต  ดีซ่าน) ม้าม (ปวดชายโครงซ้าย ม้ามโต) ไต (เป็นฝี) ผิวหนัง  (ขึ้นเป็นตุ่มนูน ตุ่มหนอง เป็นผี เป็นต้น) หรืออวัยวะอื่นๆ ร่วมด้วย

                         ใรายที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดแบบ แพร่กระจาย  มักมีการอักเสบของอวัยวะหลายแห่งพร้อมกัน อาการจะเป็นมากขึ้นรวดเร็วภายใน 2-3 วัน จนเกิด ภาวะช็อกจากโลหิตเป็นพิษ และเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง 
                     
                         ในรายที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดแบบไม่แพร่กระจาย  มักจะมีอาการไข้  และอาจมีการติดเชื้อ ของปอดและอวัยวะอื่นร่วมด้วยเพียง 1-2  แห่ง บางราย อาจไม่พบตำแหน่งติดเชื้อชัดเจน อาการมักจะไม่รุนแรง และมีการเปลี่ยนแปลงช้า โอกาสที่เกิดภาวะช็อกค่อนข้างต่ำ และมีอัตราตายต่ำ แต่บางรายอาจกลายเป็นการติด เชื้อในกระแสเลือดแบบแพร่กระจายในเวลาต่อมาก็ได้

                         2. ในรายที่มีการติดเชื้อเฉพาะที่  มักจะมีอาการ ค่อยเป็นค่อยไปเรื้อรัง  เป็นแรมเดือนแรมปี ผู้ป่วยอาจ ไม่ไข้ต่ำหรือไม่มีไข้ก็ได้  มักมีอาการน้ำหนักลด  และมี อาการแสดงตามความผิดปกติของอวัยวะที่ติดเชื้อ (อาจ เกิดเพียง 1 แห่ง หรือพร้อมกันหลายแห่ง) เช่น
  • ปอด มีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด คล้ายวัณโรคปอด หรือมะเร็งปอด
 
  • ต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอ  มีอาการต่อมน้ำเหลือง ข้างคอโตเรื้อรัง (อาจมีอาการปวดและแดงร้อนหรือไม่ก็ได้) คล้ายวัณโรคต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
 
  • ผิวหนัง มีรอยโรคได้หลายแบบ อาจเริ่มด้วย ก้อนนูนขนาด 1-2 ซม.อาจมีอาการเจ็บ แต่ไม่มีอาการแดงร้อน(ทำให้ไม่คิดถึงการอักเสบ) หรืออาจมีอาการ ของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นลึกอักเสบ การติดเชื้อ ของบาดแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือแผลอักเสบ หรือเป็นฝี แล้วแตกออกเป็นแผล (อาจกลายเป็นแผลเรื้อรังเป็นสัปดาห์ๆ ถึง 10 ปี) รอยโรคที่ผิวหนังอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายแห่ง และเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของผิวกาย บางรายอาจมีภาวะโลหิตเป็นพิษแทรกซ้อนได้
 
  • ตับ เป็นฝี เป็นก้อนบวมคลำได้ที่ใต้ชายโครงขวา 
  
  • ม้าม เป็นฝี เป็นก้อนบวมคล้ำได้ที่ใต้ชายโครงซ้าย
 
  • คอหอยและทอนซิล มีอาการไข้  เจ็บคอ ทอนซิลบวมไต เป็นหนองแบบทอนซิลอักเสบ อาจมีประวัติว่าได้ยารักษาทอนซิลอักเสบมา 1-2  สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น
 
  • กล้ามเนื้อและกระดูก พบกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นหนอง (pyomyositis) กระดูกอักเสบเป็นหนอง (osteomyelitis) ข้ออักเสบ (ข้อบวมแดงร้อน)
  • ทางเดินปัสสาวะ พบทางเดินปัสสาวะอักเสบฝีไต ฝีรอบไต (perirenal abscess)
 
  • อื่นๆ  เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (66) ฝีสมอง (82) ก้านสมองอักเสบ (brain stem encephalitis) ฝีลำไส้  เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ฝีต่อมหมวกไต  ฝีตับอ่อน เป็นต้น
                         ในเด็ก (อายุต่ำกว่า 14 ปี) มักจะพบต่อมน้ำลายข้างหู (พาโรติด) อักเสบเป็นหนอง (suppurative paro titis) ซึ่งไม่พบใน ผู้ใหญ่ มักเป็นเพียงข้างเดียว โดยมี อาการไข้ ปวดบวมบริเวณหน้าหูคล้ายคางทูม ก้อนจะบวมแดงมากขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ และอาจมีตุ่มหนอง ขึ้นที่ผิวหนังบริเวณที่บวม หนองไหลออกจากหูข้าง เดียวกัน หรือมีหนังตาอักเสบ (periorbital cellulitis) ร่วมด้วย บางรายอาจมีการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย ซึ่งอาจรุนแรงถึงตายได้

                         โดยทั่วไป การติดเชื้อเฉพาะที่มักไม่รุนแรง มักไม่เกิดภาวะช็อก และอัตราตายต่ำ แต่บางรายปล่อยไว้ไม่รักษา อาจมีการ ติดเชื้อเข้ากระแสเลือดแบบแพร่กระจาย เกิดภาวะช็อก เป็นอันตรายได้
ข้อแนะนำ

                   1. โรคนี้มีอาการคล้ายโรคติดเชื้อหลายชนิด  ทุกครั้งที่วินิจฉัยแยกแยะของโรคติดเชื้อ (เช่น ไข้ ไอ รอยโรคที่ผิวหนัง เป็นต้น) ควรคิดถึงโรคนี้ไว้ด้วยเสมอโดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ทางภาคอีสารและมีโรคเบาหวานโรคไตเรื้อรัง ดื่มแอลกอฮอล์จัดหรือใช้ยาสตีรอยด์มา นานๆ หรือในกรณีให้การรักษาโรคติดเชื้ออื่นๆ (เช่น คางทูม  ทอนซิลอักเสบ ฝี แผล ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ข้ออักเสบ เป็นต้น) แล้วไม่ดีขึ้น ก็อาจเกิดจากโรคนี้ก็ได้

                    ในรายที่มีไข้และไอเรื้อรัง  น้ำหนักลด ต้องแยก ระหว่างวัณโรคปอด  กับเมลิออบโดซิส ถ้าตรวจไม่ พบเชื้อวัณโรคในเสมหะ หรือให้ยารักษาวัณโรคแล้วไม่ ดีขึ้น ก็อาจเกิดจากเมลิออยโดซิสได้

                    2.โรคนี้บางครั้งมีอาการคล้ายมะเร็ง คือน้ำหนักลดรวดเร็ว และมีก้อนบวม (เช่น ต่อมน้ำเหลือง โต คลำได้ก้อนตับ หรือม้ามที่ค่อยๆโตขึ้น)เพกกเห นานเป็น  แรมเดือนแรมปี หากผู้ป่วยมีมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็น เมลิออยโดซิสก็ควรรีบส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ตรวจยืนยัน และถ้าเป็นโรคนี้จริงก็สามารถให้การรักษา ให้หายขาดได้

                    3. ผู้ป่วยเป็นโรคนี้ จำเป็นต้องรักษาอย่างจริงจังและกินยาต่อเนื่องนาน 20  สัปดาห์ หากกินไม่สม่ำเสมอ หรือกินไม่ครบตาม กำหนด ก็อาจมีอาการกำเริบใหม่ได้ (มักเกิดภายใน 21 สัปดาห์ หลังหยุดยา บางรายอาจ นานถึง 5 ปีกว่า) ผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบใหม่อาจเกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

                    4. ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้อย่างไรได้ผลดังผู้ที่นั้นจึงควรให้ความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบาด (ภาคอีสาน)โดยเฉพาะเป็นเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือใช้สตีรอยด์นานๆให้เฝ้าระวังการเกิดโรคนี้  ถ้ามีอาการน่าสงสัยก็ควรรีบปรึกแพทย์
 
 
การรักษา

                หากสงสัย เช่น มีไข้เกิน 7 วัน ไข้ร่วมกับหายใจหอบ มีภาวะโลหิตเป็นพิษ  ตับโต ม้ามโต ม้ามโต  มีการติดเชื้อ ขอวอวัยวะต่างๆ (เช่น ผิวหนัง ต่อมน้ำลายข้างคอ ทอนซิล กล้ามเนื้อ กระดูก เป็นต้น) ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือเป็นเรื้อรัง เป็นต้น ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

                แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการตรวจพบเชื้อโดย การย้อมหรือเพาะเชื้อจากเลือดหรือสิ่งคัดหลั่ง (เสมหะ ปัสสาวะ หนองจากผิวหนังหรือฝีของอวัยวะต่างๆ) อาจทำการทดสอบทางน้ำเหลือง (เช่นindirect hemagglu tination test, ELISA) ทำการเอกซเรย์ปอด ตรวจ อัลตราซาวนด์ท้อง (ดูฝีในตับ ม้าม ไต) เจาะหลัง (ในรายที่สงสัยมีการติดเชื้อของสมอง) ตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต (AST, ALT, BUN, creatinine) ตรวจปัสสาวะ (ดูการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ) เป็นต้น

                ในราที่มีอาการรุนแรงได้แก่ ผู้ป่วยที่มีการติด เชื้อในกระแสเลือด (โลหิตเป็นพิษ) ที่อยู่ในพื้นที่ระบาด (ภาคอีสาน) และมีประวัติเป็นเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือใช้สตีรอยด์มานาน แพทย์อาจ พิจารณาให้การรักษาแบบเมลิออยโดซิสไปก่อนเลย
 
                การรักษา ในรายที่เป็นรุนแรง  แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ให้การดูแลตามอาการ เช่น ยา ลดไข้ ให้สารน้ำและเกลือแร่  ออกซิเจน ใช้เครื่องช่วยหายใจ ผ่าระบายหนอง  เป็นต้น

                ที่สำคัญ คือ ต้องให้ยาปฏิชีวนะได้แก่ เซฟทาซิไดม์ (ceftazidime) 2 กรัม กรัมเข้าหลอดเลือดดำ ทุก 8 ชั่วโมง (เด็กให้ขนาด 120 มก./กก./วัน แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง) อาจให้เพียงชนิดเดียว หรือให้ร่วมกับโคไตรม็อกซาโซล เข้าหลอดเลือดดำ นาน 10-14 วัน บางกรณีอาจให้โคอะม็อกซิคลาฟ  หรือปฏิชีวนะชนิดอื่นแทน

                 เมื่อดีขึ้น จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดกิน  แบบเดียวกับที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงต่อไปอีก 20 สัปดาห์

                 ในรายที่อาการไม่รุนแรงหรือเป็นเรื้อรัง  จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดกิน สูตรใดสูตรหนึ่งดังต่อไปนี้
 
  • โคไตรม็อกซาโซล 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง (เด็กให้ขนาดของไตรเมโทพริม 8 -10 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง (เด็กอายุมากกว่า 8 ปี ให้ขนาด 4 มก./วัน
 
  • แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง) ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หรือแพ้ยาข้างบน ให้โคอะม็อกซิคลาฟ (อะม็อกซีซิลลิน 250 มก. + กรดคลาวูลานิก 125 มก.) 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง) เด็กให้ขนาดของอะม็อกซีซิลลิน 30 มก./ กก./วัน.แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง) ร่วมกับอะม็อกซีซิลลิน 500 มก. วันละ 3 ครั้ง (เด็กให้ขนาด 30 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง)
                   เมื่ออาการดีขึ้น (มักใช้เวลาประมาณ 10 วันหลังจากเริ่มให้ยา) ควรให้กินติดต่อกันนาน  20 สัปดาห์

                   ผลการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ถ้ามีอาการรุนแรงและเพาะเชื้อจากเลือดให้ผลบวก (ภาวะโลหิตเป็นพิษ) มีอัตราตาย
ร้อยละ 40-75
                ถ้ามีการติดเชื้อหลายแห่ง  แต่เพาะเชื้อจากเลือด ให้ผลลบ มีอัตราตายประมาณร้อยละ 20 

                ถ้ามีการติดเชื้อเฉพาะที่เพียง 1 แห่ง มีอัตราตายต่ำ ส่วนใหญ่มักจะหายเป็นปกติ

                ผู้ป่วยต้องกินยานาน 20 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกลับกำเริบใหม่  พบว่าถ้าให้ยาน้อยกว่า 8 สัปดาห์ มี อัตราการกลับกำเริบใหม่ร้อยละ ร้อยละ 23 และผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราตายประมาณร้อยละ 27
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ผิวหนังและ ศัลยกรรมความงาม

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient