Symptoms & Disease

ทางเดินปัสสาวะ

เลือกดูโรคอื่นๆ

ภาวะไตวาย ( Renal Failure)

    ภาวะไตวาย ( ไตล้ม ไตไม่ทำงาน ก็เรียก ) หมายถึง ภาวะที่เนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำงานไม่ได้หรือได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำและของเสียไม่ถูกขับออกมา จึงเกิดการคั่งจนเป็นพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อดุลของอิเล็กโทรไลต์ และความเป็นกรดด่างในเลือด  รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนบางชนิดที่ไตสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้นำไปสู่อาการผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย

ภาวะไตวาย สามารถแบ่งเป็น

ไตวายเฉียบพลัน (มีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นอยู่นานเป็นวันและเป็นสัปดาห์)  

ไตวายเรื้อรัง (ค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อยนานเป็นแรมเดือนแรมปี)

        โรคนี้จัดเป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรงพบได้บ่อยในผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไตวายเรื้อรังจะพบได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากจะมีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ  (เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต โรคติดเชื้อ เป็นต้น) ที่มีภาวะแทรกซ้อนต่อไตหรือมีไตวายเรื้อรัง

สาเหตุ

ไตวายเฉียบพลัน (acute renal failure)  อาจมีสาเหตุมาจากโรคไตโดยตรงหรือภาวะผิดปกติที่อยู่นอกไต ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตก็ได้ เช่น

  • ภาวะช็อกจากปริมาตรของเลือดลดลงทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง  เช่น  การตกเลือด  การสูญเสียน้ำ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เเป็นต้น

  • โรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง  เช่น  โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจวาย ความดันโลหิตสูงรุนแรง

  • การติดเชื้อรุนแรง เช่น มาลาเรีย เล็ปโตสไปโรซิส ภาวะโลหิตเป็นพิษ

  • โรคไต  เช่น  หน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน

  • ความผิดปกติของหลอดเลือดในไต  เช่น  หลอดเลือดแดงไตตีบ (renal artery stenosis)  ภาวะมีสิ่งหลุดอุดตันในหลอดเลือดแดงไต (renal  embolism)

  • การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะท่อไตถูกผูกโดยความเผอเรอจากการผ่าตัดในช่องท้อง  ต่อมลูกหมากโต ท่อปัสสาวะตีบ เนื้องอกกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปากมดลูก  เป็นต้น

  • งูพิษกัด เช่น งูแมวเซาหรืองูทะเลกัด

  • ต่อต่อย ผึ้งต่อย

  • ผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมี เช่น ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ ยาต้านเอช ซัลฟาคาน่าไมซิน เจนตาไมซิน อะมิคาซิน    ไซโคลสปอรีน แอมโฟเทอริซินบี สารไอโอดีนที่ใช้ฉีดในการตรวจเอกซเรย์พิเศษ  เป็นต้น

  • ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น ครรภ์เป็นพิษรกลอกตัวก่อนกำหนด

  • อื่น ๆ เช่น ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก ตับวาย

 
ไตวายเรื้อรัง  (chronic  renal  failure)  ส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ขาดการรักษาอย่างจริงจังอาจเกิดจากโรคไตเรื้อรัง เช่น หน่วยไตอักเสบ กรวยไตอักเสบเรื้อรัง โรคไตเนโฟรติ  นิ่วไต  โรคถุงน้ำไตชนิดหลายถุง* นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากโรคเกาต์ เอสแอลอี ภาวะยูริกในเลือดสูง ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง  โรคเอดส์ พิษจากยา  (เช่น ยาแก้ปวด ลดไข้เฟนาซิติน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ ลิเทียม ไซโคลสปอรีน  ยาต้านมะเร็ง เป็นต้น) พิษจากสารตะกั่ว หรือแคดเมียม เป็นต้น

อาการ

ไตวายเฉียบพลัน อาการเด่นชัด คือ มีปัสสาวะออกน้อยกว่า 400 มล. ใน 24 ชั่วโมง หรือไม่มีปัสสาวะออกเลย  (ไม่มีอาการปวดปัสสาวะ และส่วนปัสสาวะก็ไม่มีปัสสาวะออกมากกว่านี้) ต่อมาไม่นานผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา  ในที่สุดผู้ป่วยจะมีอาการซึมสับสน ชักและหมดสติ

ผู้ป่วยอาจมีประวัติการใช้ยาหรือมีอาการเจ็บป่วยนำมาก่อน เช่น ไข้ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ งูกัด ต่อต่อย ตกเลือด  ภาวะช็อกจากสาเหตุต่างๆ เป็นต้น

ไตวายเรื้อรัง อาการขึ้นกับความรุนแรงของโรคโดยในระยะแรกอาจไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจนและมักจะตรวจพบจากการตรวจเลือด (พบว่ามีระดับครีอะตินีนและบียูเอ็นสูง) ในขณะตรวจเช็กสุขภาพหรือมาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น ผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนเมื่อเนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำหน้าที่ได้น้อยกว่าร้อยละ 5 ของไตปกติ โดยจะสังเกตว่ามีปัสสาวะออกมากและปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย  เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร  คลื่นไส้อาเจียน  ท้องเดินบ่อย นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ  ขาดสมาธิ  ตามัว  ผิวหนังแห้งและมีสีคล้ำคันตามผิวหนัง  ชาตามปลายมือปลายเท้า

บางรายอาจมีอาการหอบเหนื่อย สะอึก เป็นตะคริว ใจหวิว ใจสั่น เจ็บหน้าอก บวม หรือมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงจ้ำเขียว หรืออาเจียนเป็นเลือด  ถ่ายเป็นเลือด เมื่อเป็นถึงขั้นสุดท้ายผู้ป่วยจะมีอาการซึม ชัก หมดสติ

สิ่งตรวจพบ

ไตวายเฉียบพลัน อาจตรวจไม่พบอะไรนอกจากอาการของโรคที่เป็นสาเหตุ  (เช่น ความดันต่ำและชีพจรเร็วในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อก  อาการดีซ่านในผู้ป่วยโรคตับไข้ในผู้ป่วยมาลาเรียหรือโรคติดเชื้อ เป็นต้น) บางรายอาจพบอาการซีด หายใจหอบลึก ความดันโลหิตสูง มือจีบเกร็งหรือเป็นตะคริว หรือใช้เครื่องฟังตรวจปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) ในระยะท้ายอาจพบอาการซึม ชัก หมดสติ

ไตวายเรื้อรัง จะมีสิ่งตรวจพบเมื่อเป็นโรคในระยะรุนแรงมากแล้ว ได้แก่ อาการซีด ความดันโลหิตสูง ผิวหนังแห้งและมีสีคล้ำ จุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนังบางรายอาจพบอาการเท้าบวม (กดบุ๋ม) ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือใช่เครื่องฟังตรวจปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation)

ภาวะแทรกซ้อน

ไตวายเฉียบพลันเนื่องจากไตขับน้ำไม่ได้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำในกระแสเลือด (hypervolemia) เป็นผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจวายตามมา นอกจากนี้ยังเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง  (เนื่องจากไตขับสารนี้ได้น้อยลง) อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นได้ ภาวะเลือดเป็นกรด (เนื่องจากขับกรดที่ได้จากการเผาผลาญโปรตีนได้น้อยลง) ทำให้มีอาการหายใจหอบลึก  ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง (เช่น ซึม ชัก) เนื่องจากภาวะยูรีเมีย (uremia)  ภาวะเลือดออกง่าย เนื่องจากเกล็ดเลือดไม่จับตัว ทำให้มีเลือดออกง่าย อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) เกิดจากการคั่งของสารบียูเอ็น (บียูเอ็นมากกว่า 100 มก./ดล. ) จะมีอาการไข้สูง เจ็บหน้าอก ภาวะติดเชื้อง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษตามมา

ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้นล้วนมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงไม่มา  ได้แก่ ภาวะซีดเนื่องจาก ไตสร้างสารอีริโทรพอยเอทิน (erythropoietin) ไม่ได้ สารนี้มีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อขาดก็ทำให้สร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่ดี ภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการมือจีบเกร็งเป็นตะคริว ภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูง ภาวะยูริกในเลือดสูง

ไตวายเรื้อรัง นอกจากจะพบภาวะแทรกซ้อนแบบเดียวกับไตวายเฉียบพลันแล้ว ยังอาจพบปอดอักเสบเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ปลายประสาทอักเสบ (ชาปลายมือปลายเท้า) โรคกระเพาะภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกิน (hyperparathyroidism) ภาวะกระดูกอ่อน (osteomalacia) ต่อมอัณฑะทำงานน้อย ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย (องคชาตไม่แข็งตัว) ประจำเดือนผิดปกติหรือประจำเดือนขาด
ข้อแนะนำ
                1. ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง  ควรติดต่อกับแพทย์อย่าได้ขาด  ควรกินยาและปฏิบัติตัว  รวมทั้งการควบคุมอาหารตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  และมีอายุยืนยาวต่อไปอีกนาน
                2. ผู้ป่วยไม่ควรปรับขนาดยาเอง หรือซื้อยากิน เอง  เพราะยาบางชนิดอาจมีพิษต่อไต  หรืออาจต้อง ปรับลดขนาดยาลงจากที่ใช้ในคนปกติ  รวมทั้งไม่ควรกินยาหม้อหรือยาต้มที่ประกอบด้วยสมุนไพรชนิดต่าง ๆ เพราะอาจทำให้ระดับโพแทสเซียม ในเลือดสูง การใช้ยาเองอย่างผิด ๆ อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
                3. ไตวายเป็นภาวะที่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อร่างกาย  ถ้าเป็นเรื้อรังมักจะมีความยุ่งยากและสิ้นเปลืองในการรักษา ดังนั้น จึงควรหาทางป้องกันมิให้เป็นโรคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง  ควรรักษาตัว  อย่างจิงจังจนสามารถควบคุม
                4. การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีรักษาภาวะไตวายเรื้อรังระยะท้ายที่ดีที่สุดในปัจจุบัน  จึงควรรณรงค์ให้ผู้คนทั่วไป  หันมาบริจาคไตกันให้มากขึ้นจะได้มีไตบริจาคช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วยพ้นจากความทุกข์ทรมานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นคนปกติ
 
การรักษา
1.หากสงสัยเป็นไตวายเฉียบพลัน  ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว  ผู้ป่วยจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลมักจะวินิจฉัย โดยการตรวจเลือด (พบระดับบียูเอ็นและครีอะตินีสูงกว่าปกติ  ยิ่งสูงมากก็แสดงว่าโรคยิ่งรุนแรง  ระดับโพแทสเซียมฟอสเฟต และแมกนีเซียมสูง  ระดับแคลเซียมต่ำ  เลือดมีภาวะเป็นกรด   ระดับ เฮโมโกลบินต่ำ) ตรวจปัสสาวะ (พบสารไข่ข่าว น้ำตาล เม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาว) เอกซเรย์  อัลตราซาวนด์  และตรวจพิเศษ
อื่น ๆ ถ้าจำเป็น
 
                การรักษา  ให้การรักษาโรคหรือภาวะที่เป็น  สาเหตุ  และแก้ไขภาวะผิดปกติต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น  เช่น  จำกัดปริมาณของน้ำ  โซเดียม  โพแทสเซียม  แมกนีเซียม  และโปรตีน  ฉีดยาขับปัสสาวะ-ฟูโรซีไมด์  ให้โซเดียมไบคาร์บอเนต  แก้ภาวะเลือดเป็นกรด ให้เลือดในรายที่ตกเลือด เป็นต้น
                ถ้าจำเป็นอาจต้องทำการฟอกล้างของเสีย หรือ  ล้างไต (dialysis)
                ผลการรักษาขึ้นกับสาเหตุที่พบ  ถ้าเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ   ภาวะช็อกจากบริมาตรของเลือดลดลง โรคติดเชื้อ
พิษจากยาบางชนิด  ก็อาจมีทางรักษาให้หายขาดได้  อย่างไรก็ตาม  ภาวะไตวาย  เฉียบพลันมักเกิดขึ้นรวดเร็ว  และมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง 
จึงมีโอกาสเป็นอันตรายถึงตายได้ค่อนข้างสูง
                2. หากสงสัยเป็นไตวายเรื้อรัง   ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจเลือด  ตรวจปัสสาวะ  เอกซเรย์อัลตราซาวนด์   หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ  บางรายอาจต้องทำการเจาะเนื้อไตออกพิสูจน์ (renal  biopsy)
                ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง  นอกจากจะตรวจพบระดับ  บียูเอ็นและครีอะตินีนในเลือดสูง  รวมทั้งการเปลี่ยน แปลงของระดับ  เกลือแร่ในเลือดแบบเดียวกับที่พบในภาวะไตวายเฉียบพลันแล้ว  ยังตรวจพบจากเอกซเรย์  หรืออัลตราซาวนด์ว่า ไตทั้ง 2 ข้างฝ่อตัว (ขนาดน้อยกว่า 10 ซม.)
                การรักษา  ถ้ามีสาเหตุชัดเจนก็ให้รักษาโรคที่ เป็นสาเหตุ (เช่น  ให้ยาควบคุมโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง โรคเกาต์  ผ่าตัดนิ่วในไต  เป็นต้น)
                นอกจากนี้  ยังต้องรักษาภาวะผิดปกติต่าง ๆ  ที่เป็นผลมากจากไตวาย  เช่น
  • จำกัดปริมาณโปรตีนที่กินไม่เกินวันละ  40 กรัม (ไข่ไก่ 1 ฟอง  มีโปรตีน 6 - 8 กรัม  นมสด 14  ถ้วย  มีโปรตีน 8 กรัม  เนื้อสัตว์ 1 ขัด  มีโปรตีน 23 กรัม)
  • จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม  โดยคำนวณจากปริมาณปัสสาวะต่อวันบวกกับน้ำที่เสียไปทางอื่น (ประมาณ 800 ม./วัน) เช่น ถ้าผู้ป่วยมีปัสสาวะ 600  มล/วัน น้ำที่ควรได้รับเท่ากับ 600 มล. + 800 มล.(รวมเป็น 1,400 มล./วัน) เป็นต้น
  • จำกัดปริมาณโซเดียมที่กิน  ถ้ามีอาการบวมหรือมีปัสสาวะน้อยกว่า 800  มล./วัน  ควรงดอาหารเค็มงดใช้เครื่องปรุง (เช่น น้ำปลา  ซีอิ๊ว ซอสทุกชนิด) ผลงชูรส  สารกันบูด  อาหารที่ใส่ผงฟู อาหารกระป๋อง น้ำพริก กะปิ ปลาร้า ของดอง หนำเลี้ยบ
  • จำกัดปริมาณโพแทสเซียมที่กิน  ถ้ามีปัสสาวะน้อยกว่า 800 มล./วัน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือโพแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้แห้ง ส้ม  มะละกอ  มะขาม  มะเขือเทศ  น้ำมะพร้าว  ถั่ว  สะตอ  มันทอด  หอย  เครื่องในสัตว์ เป็นต้น  หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้โพแทสเซียมใน  เลือดสูง  เช่น อะมิโลไรด์ (amiloride) ไตรแอมเทอรีน (triamterene) สไปโรโนแล็กโทน (spironolactone)  ยาต้านเอช   ยาที่เข้าสารโพแทสเซียม  เป็นต้น
  • จำกัดปริมาณแมกนีเซียมที่กิน  ด้วยการงดยาลดกรดที่มีเกลือแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์  
  • ถ้ามีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง หรือภาวะเลือดเป็นกรด ให้กินยาเม็ดแคลเซียมคาร์บอเนต (650 มก.)  ครั้งละ 1  เม็ด วันละ 3 ครั้ง
  • ถ้าบวม ให้ยาขับปัสสาวะ ฟูโรซีมด์   
  • ถ้ามีความดันโลหิตสูง  ภาวะหัวใจวาย  ก็ให้ยารักษาภาวะเหล่านี้
  • ถ้าซีด  อาจต้องให้เลือด  บางรายแพทย์อาจสั่งให้ฉีดฮอร์โมนอีริโทรพอยเอทิน (erythropoietin) เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (ยานี้มีราคาแพง  และอาจทำให้ความดันโลหิตสูง)
                 สำหรับผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรังระยะท้าย (มักมีระดับครีอะตินีนและบียูเอ็นในเลือดสูงเกิน 10 และ 100 มก./ดล. ตามลำดับ)
 การรักษาทางยาจะไม่ได้ผล  จำเป็นต้องการฟอกล้างของเสีย  หรือล้างไต (dialysis)  ซึ่งมีอยู่หลายวิธี  ได้แก่
  • การล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง (continuous  ambulatory  peritoneal  dialysis/CAPD) วิธีนี้แพทย์  สามารถฝึกให้ผู้ป่วยทำเองที่บ้านได้  นับว่าสะดวก แต่ต้องทำการเปลี่ยนถุงน้ำยาวันละ  4  ครั้ง ทุก ๆ  วันตลอดไป  และแพทย์จะนัดมาเปลี่ยนสานน้ำยาที่ใช้ฟอกล้างของเสียทุก 1 เดือน  ผู้ป่วยสามารถทำงานและปฏิบัติภารกิจได้เหมือนคนปกติ
  • การล้างไตโดยการฟอกเลือด (hemodialysis)  นิยมเรียกว่า  การล้างไตด้วยเครื่องไตเทียม หรือ การทำไตเทียมผู้ป่วยต้องไปทำที่โรงพยาบาลสัปดาห์  ละ 2 ครั้งการทำการล้างไตทั้ง 2 วิธี จะช่วยให้ผู้ป่วย มีคุณภาพชีวิตที่ดี (สามารถทำงาน  ออกกำลังกาย และ มีเพศสัมพันธ์ได้เช่นคนปกติ)  มีชีวิตยืนยาวขึ้น  บาง รายอาจอยู่ได้นานเกิน 10  ปีขึ้นไป  แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพงผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะท้ายบางราย  แพทย์  อาจพิจารณาทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตหรือเปลี่ยนไต (renal   transplantation) ซึ่งนับว่าเป็นวิธีรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน  สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนคนปกติ  และมีอายุยืนยาว (อายุการทำงานของไตใหม่  ร้อยละ 18 - 55  อยู่ได้นาน 10  ปี) แต่การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีรักษาที่ยุ่งยาก  ราคาแพงและจะต้องหาไต จากญาติสายตรงหรือผู้บริจาคที่มีไตเข้ากับเนื้อเยื่อของผู้ป่วย  ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย  ผู้ป่วยอาจต้องทำการล้างไตไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาไตที่เข้ากันได้  นอกจากนั้นภายหลังการปลูกถ่ายไต  ผู้ป่วยต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน  (เช่น  สตีรอยด์ ไซโคลสปอริน  อะชาไทโอพรีน)  ทุกวันตลอดไป  เพื่อป้องกันมิให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านไตใหม่
 
การป้องกัน
                1. ตรวจเช็กดูว่า  เป็นความดันโลหิตสูง   เบาหวาน   และโรคเกาต์  หรือไม่  ถ้าเป็นต้องรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนสามารถควบคุมระดับความดันโลหิต  ระดับน้ำตาลและยูริกในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
                2. เมื่อเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ)  หรือมีภาวะอุดกั้น ทางเดินปัสสาวะ (เช่น  นิ่ว  ต่อมลูกหมากโต)  จะต้องทำการรักษาให้หายขาด
                3. เมื่อป่วยเป็นโรคติดเชื้อ  งูกัด  หรือท้องเดิน ต้องรักษา  อย่าปล่อยจนเกิดภาวะช็อก  ซึ่งมีผลทำให้ไตวายตามมาได้
                4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อไต  และระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีเลือดไปเลี้ยงไตไม่ดี (เช่น  ตับแข็ง  หัวใจวาย  หลอดเลือดแดงไตตีบ  ภาวะช็อก  จากปริมาตรของเลือดลดลง)
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินปัสสาวะ

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient