Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

บิดอะมีบา (Amebiasis)

บิดอะมีบา  (Amebiasis)
 
               อะมีบา เป็นโปรโตชัว (สัตว์เซลล์เดียว) ชนิดหนึ่ง สามารถเข้าไปทำให้เกิดการติดเชื้อในลำไส้ กลายเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ (colitis)  เรียกว่า บิดอะบีบา หรือเข้าไปในตับทำให้เกิดฝีในตับ เรียกว่า ฝีตับอะมีบา 

                บิดอะมีบา (บิดมีตัว) พบได้ในคนทุกวัย แต่พบมากในคนอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป

                บิดชนิดนี้พบได้น้อยกว่าบิดชิเกลลา มักพบในท้องถิ่นที่การสุขาภิบาลยังไม่ดี หรือในกลุ่มคนที่ยังขาดสุขนิสัยที่ดี

                การติดเชื้อมักเกิดได้บ่อยในสถานพักฟื้นของผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยทางจิตเวช  และในกลุ่มชายรักร่วมเพศ

                ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง แต่เป็นพาหะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ส่วนน้อยจะกลายเป็นโรคบิด อะมีบา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด ขาดอาหาร ป่วยเป็นมะเร็ง ใช้ยาสตีรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกัน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดอาจเกิดอาการรุนแรง และมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
 
 
สาเหตุ 

                เกิดจากการติดเชื้ออะมีบา (ameba) ที่มีชื่อว่า เอนตามีบาฮิสโตไลติคา (Entamoeba hisolytica) ซึ่งอยู่ตามดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมทั้งอาจปนเปื้อนอยู่ในสระว่ายน้ำและน้ำประปา ส่วนใหญ่ติดต่อโดยการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ที่เป็นพาหะ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่จัดเตรียมหรือทำอาหารให้ผู้อื่น) หรือปนเปื้อนดินหรือน้ำที่มีเชื้อ นอกจากนี้ยังติดต่อโดยการดื่มน้ำแบบดิบๆ และการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่มีโอกาสติดเชื้อจากบริเวณทวารหนัก (ซึ่งพบในกลุ่มชายร่วมเพศ)

                ระยะฟักตัว 1 สัปดาห์ถึง 3 เดือน (ส่วนใหญ่ 8-10 วัน)
อาการ
               
                ในรายที่เป็นเฉียบพลัน อาจแสดงอาการได้ 3 ลักษณะตามความรุนแรงของโรคดังนี้

                ในรายที่มีการติดเชื้อเล็กน้อยถึงปานกลาง จะมีอาการปวดบิดในท้อง มีลมในท้องมาก ท้องอืด ถ่ายอุจจาระเหลววันละ 3-5 ครั้ง อาจมีมูกปนเล็กน้อย (โดยไม่มีเลือดปน) หรือไม่ก็ได้ ส่วนใหญ่มักมีไข้ หรือมีไข้ต่ำ

                 ในรายที่มีการติดเชื้อมาก จะมีอาการลำไส้ใหญ่อักเสบหรือโรคบิดชัดเจน คือปวดท้อง ปวดเบ่งที่ก้นคล้ายถ่ายไม่สุด และถ่ายเป็นมูกเลือดที่ละน้อย ซึ่งมีเนื้ออุจจาระปนน้อยมาก มักมีกลิ่นเหม็นเหมือนหัวกุ้งเน่า ผู้ป่วยจะถ่ายกะปริดกะปรอยวันละ 10-20 ครั้ง หรือมากกว่า ระยะนี้ผู้ป่วยเดินเหินไปไหนมาไหนและทำงานได้

                 อาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นมูกเลือดดังกล่าว มักจะเป็นอยู่นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ แล้วอาจทุเลาไปได้เองสักระยะหนึ่ง หากไม่ได้รับการรักษาก็จะมีอาการกำเริบซ้ำได้บ่อย ๆ

                 ในรายที่ติดเชื้อรุนแรง ซึ่งมักพบในเด็กเล็ก จะมีอาการคล้ายบิดชิเกลลา คือ มีไข้สูง ปวดท้องมาก คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียมาก ถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากวันละ 10 -20 ครั้ง มักมีเลือดปน และมักมีภาวะขาดน้ำซึ่งอาจรุนแรงถึงซ็อกได้
               
 
                   ในรายที่เป็นเรื้อรัง  จะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อ่อนเพลีย ถ่ายอุจจาระเหลว (อาจมีมูกปน)วันละ 3-5 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูกเลือดกะปริดกะปรอย เป็นๆ หายๆ เรื้อรังนานเป็นแรมเดือนแรมปี ผู้ป่วยมักมีอาการน้ำหนักลดร่วมด้วย และช่วงที่ไม่มีอาการท้องเดินอาจมีอาการท้องผูกสลับด้วย อาการแสดงบางครั้งอาจแยกไม่ออกจากมะเร็งลำไส้ใหญ่
ข้อแนะนำ       
 
              1. หลังการให้ยารักษา  ถึงแม้ว่าอาการจะทุเลาเป็นปกติแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ควรทำการตรวจดูเชื้อในอุจจาระในเดือนที่ 1‚ 3 และ 6 หลังการรักษา  ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อหลงเหลือซึ่งอาจทำให้โรคกำเริบใหม่ได้

              2. ผู้ที่ติดเชื้ออะมีบาอาจมีอาการท้องเดิน (ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นมูกไม่มีเลือดปน) เป็นๆ หายๆ เรื้อรังได้ หากสงสัยควรส่งตรวจดูเชื้ออะมีบาในอุจจาระ

             3. ในผู้ที่ติดเชื้ออะมีบาบางรายอาจไม่มีอาการแสดงแต่อย่างใด แต่สามารถแพร่เชื้อออกทางอุจจาระ ไปให้ผู้อื่น เรียกว่า พาหะ (carrier) ของโรคบิดอะมีบา หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น กินยาสตีรอยด์ก็อาจกลายเป็นโรคตามมาได้

              หากสงสัย (เช่น ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย) ควรตรวจอุจจาระ ถ้าพบเชื้ออะมีบาก็ให้การรักษาด้วยยาไอโอโดวินนอล(iodoquinol) ครั้งละ 650 มก.วันละ 3ครั้ง (เด็กให้ขนาดวันละ 30 – 40 มก./กก.แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง) นาน 21 วัน ถ้าไม่มียานี้ก็ควรติดตามอาการและตรวจอุจจาระซ้ำเป็นระยะ  ส่วนใหญ่เชื้อจะถูกขับออกทางอุจจาระจนหมดภายใน 1 ปี
การรักษา

                 1. หากสงสัยควรส่งชันสูตรเพิ่มเติม โดยการนำอุจจาระไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์หาตัวเชื้ออะมีบา (เพื่อความแน่ใจควรตรวจซ้ำหลายๆ ครั้ง) ถ้าพบว่าเป็นโรคนี้ นอกจากให้การรักษาตามอาการ (เช่น ยาลดไข้ ให้อาหารบำรุงร่างกาย) แล้วควรให้ยาปฏิชีวนะดังนี้

                  ผู้ใหญ่ ให้เมโทรไนดาโซล ครั้งละ 750 มก.วันละ 3 ครั้ง นาน 10 วัน

                  เด็ก ให้เมโทรไนดาโซล วันละ  35-50 มก./กก.แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง นาน 10 วัน

                2. ถ้าไม่ดีขึ้น เป็นเรื้อรัง คลำได้ก้อนในท้อง หรือมีอาการน้ำหนักลดฮวบ ควรส่งโรงพยาบาล ในรายที่ยังวินิจฉัยไม่ได้ชัดเจนอาจต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การใช้กล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ (sigmoidocopy‚colonoscopy) การตรวจหาเชื้อในอุจจาระด้วยวิธี (PCR การทดสอบทางน้ำเหลืองด้วยวิธี ELISA เป็นต้น ถ้าพบว่าเป็นบิดอะมีบาก็ให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ได้แก่ เมโทรไนดาโซลตามขนาดดังกล่าว หรือทินิดาโซล (tinidazole) 2 กรัม วันละ 1 ครั้ง นาน 3-5 วัน (ยากลุ่มนี้ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ระยะไตรมาสแรก)

                3. ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรง หน้าท้องกดเจ็บมากหรือเกร็งแข็ง ตับโตและกดเจ็บมาก ถ่ายเป็นเลือดรุนแรง ปอดศีรษะรุนแรง หายใจหอบหรือซัก ควรส่งโรงพยาบาลด่วน เพื่อตรวจหาสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อนและให้การแก้ไขอย่างเร่งด่วน
 
 
การป้องกัน

                   ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกันบิดชิเกลลา และท้องเดินจากเชื้อไกอาร์เดีย
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient