Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

ตับอักเสบจากไวรัส (Viral hepatitis)

ตับอักเสบจากไวรัส (Viral hepatitis)
 
                ตับอักเสบจากไวรัส (ไวรัสลงตับ ก็เรียก) หมายถึงการอักเสบของเนื้อตับเนื่องจากการติดเชื้อไวรัส

                พบเป็นสาเหตุอันดับแรกสุดของอาการดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง) ที่เกิดขึ้นในเด็กโตและผู้ใหญ่ จนเป็นที่เข้าใจกันว่า โรคดีซ่าน ก็คือ  ตับอักเสบจากไวรัส

                โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่พบมากในเด็กและคนหนุ่มสาว บางครั้งอาจพบระบาดตามหมู่บ้าน โรงเรียน โรงงาน กองทหาร  เป็นต้น
 
สาเหตุ

                ในปัจจุบันพบว่าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด  ที่สำคัญมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่

                1. เชื้อไวรัสตักอักเสบชนิดเอ (hepatitis A virus/HAV)ซึ่งทำให้เกิด โรคตับอักเสบชนิดเอ (hepatitis A) หรือเดิมเรียกว่า “Infectious  hepatitis “ สามารถติดต่อโดยทางระบบทางเดินอาหาร กล่าวคือ โดยการกินอาหาร ดื่มนมหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ที่มีเชื้อโรคนี้ (เช่นเดียวกับโรคบิด อหิวาต์ ไทฟอยด์) ดังนั้นจึงสามารถแพร่กระจายโรคได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเรา ซึ่งการสุขาภิบาลยังไม่ดี บางครั้งอาจพบเป็นโรคระบาดได้

                ระยะฟักตัว  ของตับอักเสบชนิดเอ 15– 45 วัน (เฉลี่ย 30 วัน) ซึ่งนับว่าสั้นกว่าชนิดบี

               2. เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (hepatitis B virys/HBV) ซึ่งทำให้เกิด โรคตับอักเสบชนิดบี (hepatitis B) หรือเดิมเรียกว่า“ Serum hepatitis“

          เชื้อนี้จะมีอยู่ในเลือด และยังอาจพบมีอยู่ในน้ำลาย น้ำตา น้ำนม ปัสสาวะ น้ำอสุจิ น้ำเมือกในช่องคลอด เป็นต้น

          เชื้อสามารถเข้าสู่รางกายโดยทางเพศสัมพันธ์หรือถ่ายทอดจากมารดาไปยังทารกขณะคลอด หรือหลังคลอดใหม่ๆ ทำให้ทารกมีเชื้อโรคนี้อยู่ในร่างกายซึ่งสามารถแพร่ให้ผู้อื่นได้

          นอกจากนี้โรคนี้ยังสามารถติดต่อโดยทางเลือดเช่น การให้เลือด การฉีดยา การฝังเข็ม การสักตามร่างกาย การทำฟัน การใช้เครื่องมือแพทย์ที่แปดเปื้อนเลือดของผู้ที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้  เป็นต้น

          ระยะฟักตัว  ของตับอักเสบชนิดบี 30-180 วัน (เฉลี่ย 60- 90 วัน)

               3. เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (hepatitis C virus/HCV) ซึ่งทำให้เกิดโรคตับอักเสบชนิดซี (hepatitis C) ชื้อชนิดนี้สามารถติดต่อโดยทางเลือด ทางเพศสัมพันธ์และถ่ายทอดจากมารดาไปยังทารกได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี ระยะฟักตัว 6-7 สัปดาห์

          ผู้ติดเชื้อชนิดซี อาจกลายเป็นพาหะหรือโรคตับอักเสบเรื้อรัง  และมีภาระแทรกซ้อนได้เช่นเดียวกับตับอักเสบชนิดบี

          นอกจากไวรัสทั้ง 3 ชนิดนี้แล้วยังมีไวรัสชนิดอื่นๆได้แก่ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดอี (hepatitis E virus) ซึ่งสามารถติดต่อโดยทางอาหารการกินเช่นเดียวกับชนิดเอ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดจี (hepatitis G virus) ซึ่งสามารถติดต่อโดยทางเลือด เช่น การให้เลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในผู้ใช้ยาเสพติด

          นอกจากนี้ยังพบเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดดี (hepatitis D virus) ซึ่งมักพบร่วมกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี พบมากในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดโดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และอาจทำให้อาการตับอักเสบจากเชื้อไวรัสบีมีความรุนแรงมากขึ้น
อาการ

                ตับอักเสบจากไวรัสทุกชนิด  มักมีอาการแสดงคล้ายๆ กัน (จะแยกกันได้แน่ชัด ก็โดยการตรวจหาเชื้อในเลือด) ดังนี้ 

                ระยะนำ  ผู้ป่วยมักมีอาการอื่นๆ นำมาก่อนจะมีอาการตาเหลืองประมาณ 2-14 วัน  ด้วยอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายอิดโรย คลื่นไส้ อาเจียน และเป็นไข้ (ประมาณ 38 – 39)

                บางรายอาจมีอาการปากคอจืด  และเหม็นเบื่อบุหรี่อย่างมาก

               บางรายอาจมีอาการปวดเสียดหรือจุกแน่นแถวลิ้นปี่หรือชายโครงขวา อาจมีอาการถ่ายเหลวหรือท้องเดิน หรือมีอาการเป็นหวัด เจ็บคอ  ไอ คล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่  หรืออาจมีอาการปวดตามข้อมีลมพิษ  ผื่นขึ้น 

                ก่อนมีอาการตาเหลือง 1 – 5 วัน ผู้ป่วยจะปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มเหมือนขมิ้น  และอุจจาระสีชีดกว่าปกติระยะนี้มักจะพบว่าตับโต
และเคาะเจ็บ

                ระยะตาเหลือง  เมื่อมีอาการตาเหลือง อาการต่างๆ จะเริ่มทุเลา และไข้จะลดลงทันที (หากยังมีไข้ร่วมกับตาเหลืองอีกหลายวันควรนึกถึงสาเหตุอื่น ตาจะเหลืองเข้มมากที่สุดในสัปดาห์ที่ 1 และ 2 แล้วจะค่อยๆ จางหายไปใน 2-4 สัปดาห์ โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะมีอาการตาเหลืองอยู่ประมาณ 3-5 สัปดาห์ และนำหนักตัวอาจลดไป 2-3 กิโลกรัม

                ในขณะที่ตาเหลืองเริ่มจางลง  ผู้ป่วยจะสังเกตเห็นอุจจาระกลับมีสีเข้มเหมือนปกติ และปัสสาวะสีค่อยๆ จางลง ระยะนี้ตับยังโตและเจ็บ แต่จะค่อย ๆ ลดน้อยลงต่อมน้ำเหลืองที่หลังคอและม้ามอาจโตได้

                ระยะฟื้นตัว  หลังจากหายตาเหลืองแล้ว ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายขึ้น แต่ยังอาจรู้สึกเหนื่อยล้า ตับจะยังโตและเจ็บน้อย กินเวลาประมาณ 2-6  สัปดาห์ ส่วนใหญ่อาการจะหายสนิทภายใน 3-4 เดือน หลังมีอาการแสดงของโรค

                ผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการตาเหลือง (ดีซ่าน) ให้เห็น หรือคลำตับไม่ได้ มีเพียงอาการเพลียคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือปวดเสียดชายโครงขวา ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน
ข้อแนะนำ

                1. ผู้ป่วยโรคนี้ห้ามดื่มแอลกอฮอล์นาน 1 ปี เพราะอาจทำให้โรคเรื้อรัง หรือกำเริบใหม่ได้

                2. ระหว่างที่เป็นโรคควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อตับ เช่น พาราเซตามอล เตตราไซคลีน ไอเอ็นเอช  อีริโทรไม่ซิน  ยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นต้น

                3. เข็มฉีดยาที่ใช้กับผู้ป่วยโรคนี้ควรทิ้งไปเลย ห้ามนำไปใช้ฉีดผู้อื่นต่อ เพราะอาจแพร่เชื้อได้
                4.ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบไม่จำเป็นต้องกลายเป็นโรคตับอักเสบเสมอไปทุกราย บางรายอาจมีเชื้ออยู่ในร่างกายเพียงชั่วคราวโดยไม่เป็นโรค  แล้วเชื้อหายไปได้เอง

                บางรายอาจมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีอยู่ในร่างกายโดยไม่มีอาการแสดงแต่อย่างใด แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่น เรียกว่า พาหะ (carrier)ในบ้านเราพบคนที่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบชนิดบีประมาณร้อยละ 10 ของคนทั่วไปที่ไม่เคยฉีดวัคซีน และประมาณร้อยละ 50 ของคนทั่วไปจะเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและมีภูมิคุ้มกันแล้ว

                บางรายหลังได้รับเชื้ออาจมีอาการเป็นไข้  อ่อนเพลียคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือคลื่นไส้ อาเจียน จุกเสียดท้อง โดยไม่มีอาการตาเหลืองก็ได้

               5. ผู้ที่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบชนิดบีหรือซี(พบเชื้อในกระแสเลือดโดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด) ควรหาทางพักผ่อนให้เพียงพอ  กินอาหารทีมีประโยชน์ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายได้ตามปกติเช่นคนทั่วไป อย่าอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก งดบริจาคโลหิต ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันโรคนี้ และหมั่นตรวจเลือดดูเชื้อและทดสอบการทำงานของตับ (liver function test) รวมทั้งการตรวจหาสารแอลฟาฟีโตโปรตีน (alpha fetoprotein) เพื่อค้นหามะเร็งตับระยะแรกเริ่ม) ทุก 3-6  เดือน

                ผู้ที่เป็นพาหะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจเกิดโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับแทรกซ้อน โดยมากมักจะเกิดกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสบีหรือซีจากมารดามาตั้งแต่เกิด  แล้วเชื้อจะอยู่ในร่างกายจนย่างเข้าวัย 40-50 ปี ก็อาจเกิดผลแทรกซ้อนตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ หรือตรากตรำงานหนัก

                 6. ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคหรือเป็นพาหะของโรคตับอักเสบชนิดบี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นสามีหรือภรรยาและบุตรควรตรวจเลือด  ถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคควรฉีดวัคซีนป้องกัน
 
                 7. หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะต้องได้รับการตรวจเลือดดูว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบนิดบีหรือไม่ ถ้าพบว่ามีเชื้อ ทารกที่เกิดมาทุกคนจะต้องฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบจากไวรัสชนิดบี 3 ครั้ง ตั้งแต่แรกเกิด และเมื่ออายุครบ 1 และ 6 เดือน และในรายที่มารดาตรวจพบ HBeAg เป็นผลบวกทารกจะต้องได้รับการฉีดสารอิมมูนโกลบูลิน (hepatitis B immune globulin/HBIG) ร่วมกับวัคซีน ดังกล่าวจะช่วยป้องกันมิให้ทารกติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้
 
การรักษา
 

                 หากสงสัย ควรส่งชันสูตรเพิ่มเติมโดยการเจาะเลือดทดสอบการทำงานของตับ (liver function test) ซึ่งจะพบว่ามีระดับเอนไซม์ตับ  (AST‚ ALT) สูงกว่าปกติเป็นสิบๆ เท่า (บ่งชี้ว่ามีอาการอักเสบของเซลล์ตับ) ตลอดจนระดับบิลิรูบิน (bilirubin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ตัวเหลืองตาเหลือง) สูง

                นอกจากนี้ยังอาจต้องเจาะเลือดตรวจดูชนิดของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรค ว่าเป็นตับอักเสบชนิดเอ บี ซี หรือชนิดอื่น

                เมื่อพบว่าเป็นโรคนี้จริง ควรให้การรักษาดังนี้

              1. ถ้าพบในเด็กหรือคนหนุ่มสาว ซึ่งอาการโดยทั่วไปดี กินข้าวได้ ไม่ปวดท้องหรืออาเจียน ควรแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวดังนี้
  • พักผ่อนอย่างเต็มที่ ห้ามทำงานหนักจนกว่าจะรู้สึกหายเพลีย 
  • ดื่มน้ำมาก ๆ  ประมาณวันละ 10 -15  แก้ว
  • กินอาหารพวกโปรตีน (เช่น เนื้อ นม ไข่  ซุบ ถั่วต่างๆ) ให้มากๆ ส่วนอาหารมันให้กินได้ตามปกติ ยกเว้นในรายที่กินแล้วคลื่นไส้  อาเจียนให้งด
  • ถ้าเบื่ออาหารให้ดื่มน้ำหวานหรือน้ำตาลกลูโคส ถ้ากินอาหารได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหวานหรือกลูโคสให้มากขึ้น อาจทำให้น้ำหนักเกินได้
  • ถ้ามีอาการท้องอืดหรือคลื่นไส้  ควรงดอาหารมัน
  • แยกสำหรับกับข้าวและเครื่องใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่น
  • ล้างมือหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง
                     ส่วนยาไม่จำเป็นต้องให้ ยกเว้นในรายที่เบื่ออาหารอาจให้กินวิตามินรวม หรือวิตามินบีรวม วันละ 2-3 เม็ด ถ้าคลื่นไส้  อาจให้ยาแก้อาเจียน เช่น เมโทโคลพราไมด์ หรือดอมเพอริโดน ถ้ากินไม่ได้อาจฉีดกลูโคสหรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำเป็นต้น

                    2. ถ้าอาการตาเหลืองไม่จางลงใน 2 สัปดาห์ หรือมีไข้สูง อ่อนเพลียมาก น้ำหนักลดมาก ปวดท้องมากหรือ อาเจียนมาก หรือพบในผู้สูงอายุ  ควรแนะนำไปรักษาที่โรงพยาบาลหากมีอาการมากอาจต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลสักระยะหนึ่ง

                    ในการติดตามผลการรักษา  อาจต้องนัดตรวจเลือดเป็นระยะๆ (ประมาณทุก 2-4 สัปดาห์) จนกระทั่งแน่ใจว่าระดับเอนไซม์เอเอสทีและเอแลทีลงสู่ปกติซึ่งแสดงว่าหายดีแล้ว

                      ผลการรักษา  ส่วนใหญ่จะหายดี (ตาหายเหลืองหายเพลีย กินข้าวได้มาก และผลเลือดเป็นปกติ) ภายใน 3-16  สัปดาห์

                     ส่วนน้อย (โดยเฉพาะในรายที่เกิดจากไวรัสตับ อักเสบชนิดบีหรือชี) อาจเป็นเรื้อรัง นานเกิน 6 เดือน เรียกว่า ตับอักเสบเรื้อรัง  ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการตรวจชิ้นเนื้อตับ (liver biopsy) และการตรวจเลือดเพื่อดูสาเหตุ ความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน (เช่น ตับแข็งหรือมะเร็งตับ) อาจต้องให้การรักษาด้วยการฉีดสารอินเตอร์เพอรอน (interferon) และให้ยาต้านไวรัส เช่น ลามิวูดีน (lamivudine) สำหรับไวรัสตับอักเสบบีและไรบาไวริน (ribavirin) สำหรับไวรัสตับอักเสบชี เป็นต้น  มักต้องให้ยาต่อเนื่องกันนานๆ โดยทั่วไปไวรัสตับอักเสบซีจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าไวรัสตับอักเสบบี
 
                              
การป้องกัน


                   สำหรับตับอักเสบชนิดเอ ควรกินอาหารสุกที่ไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำสะอาด ถ่ายลงส้วม ล้างมือด้วยน้ำสบู่ก่อนเตรียมอาหาร
ก่อนเปิบข้าว และหลังถ่ายอุจจาระ ทุกครั้ง
                                               
                   ปัจจุบันมีวัคซีนที่ใช้ป้องกันตับอักเสบชนิดเอ แต่เนื่องจากราคาวัคซีนค่อนข้างแพง จึงแนะนำให้ฉีดแก่สมาชิกในครอบครัวผู้ป่วย
ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผู้ประกอบการเกี่ยวกับอาการ บุคลากรทางการแพทย์ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเมื่อมีการระบาดของโรค (เช่น นักเรียน ทหาร เป็นต้น) โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน

                สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี ควรตรวจเลือดก่อนหากพบว่ามีภูมิคุ้มกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดให้สิ้นเปลือง

                สำหรับตับอักเสบชนิดบีและซี  ควรปฏิบัติดังนี้

               1. ควรหลีกเลี่ยงการฉีดยา หรือให้น้ำเกลือโดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นต้องฉีดยา ควรเลือกใช้เข็มและกระบอกฉีดยาที่ผ่านกรรมวิธีทำให้ปลอดเชื้อ

               2. ในการให้เลือดควรใช้เลือดที่ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี โดยการตรวจเซ็กเลือดของผู้บริจาคทุกราย

               3. แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข ควรระมัดระวังในการสัมผัสถูกเลือดของผู้ป่วย เช่น สวมถุงมือขณะเย็บแผล ผ่าตัด หรือสวนปัสสาวะผู้ป่วย

               4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันตับอักเสบชนิดบี แต่เนื่องจากราคาค่อนข้างแพง ยังไม่แนะนำให้ฉีดในคนทั่วไป จะเลือกฉีดให้แก่ทารถแรกเกิดแรกเกิดและผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคนี้สูง เช่น แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยโรคเลือดที่ต้องรับการถ่ายเลือดบ่อย ๆ

                สำหรับทารกแรกเกิดทุกคนสถานบริการสุขภาพของรัฐจะฉีดวัคซีนชนิดนี้โดยไม่คิดมูลค่าตั้งแต่วันแรกที่เกิด วัคซีนชนิดนี้จะให้ 3 ครั้ง ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 จะห่างจากครั้งแรก 1-2 เดือน และ 6 เดือนตามลำดับ ปัจจุบันพบว่าหลังจากดำเนินโครงการดังกล่าวได้ช่วยลดอัตราการเป็นพาหะลงได้มาก

                สำหรับผู้ใหญ่ก่อนฉีดวัคซีนชนิดนี้ควรตรวจเลือดเสียก่อน  หากพบว่าเป็นพาหะหรือมีภูมิคุ้มกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient