Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

ตับแข็ง (Cirrhosis)

ตับแข็ง (Cirrhosis)

                 ตับแข็ง  เป็นโรคตับเรื้อรังที่เซลล์ตับจำนวนมากถูกทำลายอย่างถาวร  จนกลายเป็นเยื่อพังผืด (fibrotictissue) ที่มีลักษณะแข็งกว่าปกติ ตับไม่อาจทำหน้าที่ได้เป็นปกติ ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนที่ร่างกายสร้างตามธรรมชาติ (เป็นเหตุทำให้มีอาการฝ่ามือแดง จุดแดงรูปแมงมุม (ทำให้ดีซ่าน) การสังเคราะห์สารที่ช่วยห้ามเลือดได้น้อยลง (มีภาวะเลือดออกง่าย) มีภาวะความดันในหลอดเลือดดำของตับสูง (ทำให้ท้องมาน หรือมีน้ำคั่งในช่องท้อง หลอดเลือดขอดที่หลอดอาหาร  ริดสีดวงทวาร) ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ อาการแรกเริ่มมักเกิดในช่องอายุระหว่าง 40 – 60 ปี แต่ถ้าพบในคนอายุน้อยอาจเกิดจากโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิดรุนแรง จากการใช้ยาผิด หรือสารเคมีบางชนิด
 
สาเหตุ

                เซลล์ตับถูกทำลาย  มักมีสาเหตุจาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี การดื่มแอลกอฮอล์จัด (มากกว่าวันละ 80 กรัม นาน 5 -10  ปีขึ้นไป) หรือการใช้ยาเกินขนาด (เช่น พาราเซตามอล  เตตราไซคลีน ไอเอ็นเอชไรแฟมพิซิน AZT) หรือสารเคมีบางชนิด (เช่น คลอโรฟอร์ม  คาร์บอนเตตราคลอไรด์ สารโลหะหนัก)

                นอกจากนี้  ยังอาจเกิดจากภาวะขาดอาหาร หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคต่าง ๆ เช่น ทาลัสซีเมีย ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง ภาวะทางเดินน้ำดีอุดกั้น ตับอักเสบเรื้อรังจากปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง ภาวะไขมันสะสมในตับ (fatty liver)
อาการ

                ระยะแรกเริ่ม  อาจไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน หรือมีเพียงอาการท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย  ต่อมาเป็นแรมปีอาจเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย  เหนื่อยง่าย  เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียนเป็นบางครั้ง น้ำหนักลด เท้าบวม

                อาจรู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย ตาเหลือง คันตามผิวหนัง ความรู้สึกทางเพศลดลง

                บางรายอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง

                ในผู้หญิงอาจมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น หรือมีเสียงแหบห้าวคล้ายผู้ชาย

                ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ (gynecomastia) อัณฑะฝ่อตัว หรือมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือองคชาตไม่แข็งตัว (erectile dysfunction/ED)

                ในระยะท้ายของโรค (หลังเป็นอยู่หลายปี หรือยังดื่มแอลกอฮอล์จัด) จะมีอาการท้องมาน เท้าบวมหลอดเลือดขอดที่ขา หลอดเลือดพองที่หน้าท้อง อาจอาเจียนเป็นเลือดสดๆ เนื่องจากหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหาร (esophageal varices) แล้วแตก ซึ่งอาจถึงซ็อกและตายได้
ผู้ป่วยมักจะลงเอยด้วยอาการซึม เพ้อ มือสั่น และค่อยๆไม่รู้สึกตัว จนกระทั้งหมดสติ
 
ข้อแนะนำ

                1. โรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด  เพราะเซลล์ตับที่ถูกทำลายไปแล้วมิอาจหาทางเยียวยาให้ฟื้นตัวได้ อาการจึงมีแต่ทรงกับทรุด ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัว ดังนี้
 
  • ติดต่อรักษากับแพทย์คนใดคนหนึ่งเป็นประจำ อาจต้องตรวจเลือด ดูการเปลี่ยนแปลงของโรคเป็นระยะ ๆ
 
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด  เพื่อป้องกันมิให้เซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ถูกทำลายมากขึ้น หากเป็นโรคตับแข็งในระยะแรกเริ่ม ก็จะช่วยให้มีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน
 
  • กินอาหารพวกแป้งและของหวาน ผัก ผลไม้สด และอาหารพวกโปรตีนเป็นประจำ ยกเว้นในระยะท้ายของโรค ที่เริ่มมีอาการทางสมองร่วมด้วย จำเป็นต้องลดอาหารพวกโปรตีนลงเหลือวันละ 30 กรัม เพราะอาจสลายตัวเป็นสารแอมโมเนียที่มีผลต่อสมอง
 
  • ถ้ามีอาการบวมหรือท้องมาน  ควรงดอาหารเค็ม และห้ามดื่มน้ำเกินวันละ 2 ขวดกลมหรือ 6 ถ้วย (1‚500) มล.)
 
  • อย่าซื้อยากินเอง เพราะอาจมีพิษต่อตับมากขึ้น

                2. ผู้ป่วยตับแข็งที่ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี  ควรตรวยเลือดหาสารแอลฟาฟีโตโปรตีน (alphafetoprotein) ทุก 3-6 เดือน เพื่อตรวจกรองหาโรคมะเร็งตับระยะแรกเริ่ม เพราะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้สูง

                3. โรคนี้ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม  และปฏิบัติตัวได้เหมาะสม  จะสามารถมีชีวิตได้นานเกิน 5–10 ปีขึ้นไป แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อนชัดเจน  เช่น  ดีซ่าน ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด ก็อาจอยู่ได้ 2-5 ปี (ประมาณ 1 ใน 3 อาจอยู่ได้เกิน 5 ปี)

               4. ในปัจจุบัน  แพทย์อาจพิจารณาทำการปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยตับแข็งบางราย  ซึ่งช่วยให้สามารถมีชีวิตยืนยาว แต่ยังเป็นวิธีการรักษาที่ยุ่งยาก ราคาแพง  และหาตับที่มีผู้บริจาคซึ่งเข้ากับเนื้อของผู้ป่วยได้ค่อนข้างยาก
 
 
การรักษา

                1.หากสงสัย  ควรส่งชันสูตรเพิ่มเติมโดยการตรวจเลือด (ทดสอบการทำงานของตับและหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี) อัลตราซาวด์  เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สแกนตับ ทำการตรวจชิ้นเนื้อตับ

                การรักษา  ถ้าเป็นตับแข็งในระยะแรกเริ่ม  มักจะให้การรักษาตามอาการ ให้วิตามินรวมและกรดโฟลิกเสริมบำรุง

                ข้อสำคัญผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์ต้องงดดื่มโดยเด็ดขาด  และหลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการใช้ยาที่อาจมีผลกระทบต่อตับ

                ถ้ามีอาการบวมหรือท้องมาน (มีน้ำในท้อง) ก็ให้ยาขับปัสสาวะ สไปโรโนแล็กโทน (spironolactone) หรือฟูโรซีไมด์
งดอาหารเค็ม จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม

                ถ้ามีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก ก็ให้ยาเม็ดบำรุงโลหิต

                2. ถ้ามีอาการอาเจียนเป็นเลือด ซึม เพ้อ ไม่ค่อยรู้ตัว หรือมีเลือดออกตามที่ต่างๆ ควรรีบส่งโรงพยาบาลอาจต้องให้เลือด และรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ

                   ผู้ป่วยอาจต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นปะจำจนในที่สุดมักจะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ตาเลือด ภาวะตับวาย
โรคติดเชื้อ เป็นต้น
 
การป้องกัน
 
                   1. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และถ้าตรวจพบว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ควรงดดื่ม

                   2. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัสบี ตั้งแต่แรกเกิด

                   3. ระมัดระวังในการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อตับ
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient