Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

โรคกรดไหลย้อน/เกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease/GERD)

โรคกรดไหลย้อน/เกิร์ด (Gastroesophageal reflux  disease/GERDX
 
                โรคกรดไหลย้อน (น้ำย่อยไหลกลับ เกิร์ด ก็เรียก) หมายถึงภาวะที่มีน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนขึ้นไประคายเคืองต่อหลอดอาหารและลำคอ

                พบประมาณร้อยละ 10-15 ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย  พบมากในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปแต่ก็อาจพบในเด็กเล็กและคนหนุ่มสาวได้
 
สาเหตุ

               เกิดจากภาวะหย่อนสมมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (lower esophageal sphincter) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท เปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะระคายเคืองต่อเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายและเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ 

               ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าวหย่อนสมมรรถภาพยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าอาจเกิดความเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญได้ไม่เต็มที่ (ในทารก) หรือมีความผิดปกติโดยกำเนิด

                พบว่ามีปัจจัยหลายประการที่ทำให้อาการกำเริบเช่น
  • การกินอิ่มมากไป กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมากมาก
  • การนอนราบ การนั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำทำให้น้ำย่อยไหลย้อนง่ายขึ้น
  • ภาวะอ้วน การตั้งครรภ์ การรัดเข็มขัดแน่นหรือใส่กางเกงคับแอว จะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารทำให้น้ำย่อยไหลย้อน
  • การดื่มแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน (ชา กาแฟ ยาชูกำลังเข้าสารกาเฟอีน) นอกจากกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งมากแล้ว ยังเสริมให้หูรูดหย่อนคลายอีกด้วย
  • การสูบบุหรี่  การกินอาหารมัน อาหารผัดหรือทอดน้ำมัน อาหารเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำอัดลม  น้ำผลไม้เปรี้ยว (เช่น น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ซ็อกโกเลตหรือสะระแหน่ การใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาขยายหลอดลม ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นบีตาและกลุ่มต้านแคลเชียม ยาทางจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดหย่อนคลายหรือน้ำย่อยหลั่งมากขึ้น
  • การมีไส้เลื่อนกะบังลม (hiatal hernia/diaPhragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะอาหารบางส่วนไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ จะทำให้หูรูดอ่อนแอมากยิ่งขึ้น
  • โรคหืด เชื่อว่าเป็นผลมาจากการไอและหอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้องจึงเกิดภาวะกรดไหลย้อน รวมทั้งการใช้ยาขยายหลอดลมก็มีส่วนทำให้หูรูดหย่อน
  • เบาหวาน  เมื่อเป็นนานๆ มีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ  ทำให้กระเพาะอาหารขับเคลื่อนช้า จึงมีกรดไหลย้อนได้
  • แผลเพ็ปติก แผลหรือรอยแผลเป็นที่ปลายกระเพาะอาหารหรือการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้อาหารขับเคลื่อนสู่ลำไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
อาการ

                ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบตรงลิ้นปี่หรือยอดอก (heartburn) หลังกินอาหาร 30-60 นาที หรือหลังกินอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบนั่งงอตัวโค้งตัวลงต่ำ มีการรัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับแอว มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดนานประมาณ 2 ชั่วโมง

                บางรายอาจมีอาการปวดแสบร้าวจากยอดอกขึ้นไปถึงคอหอย คล้ายโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือมีอาการจุกแน่นยอดอกคล้ายอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ หรือเรอบ่อย

                บางรายอาจมีอาการขย้อนเรอเอาน้ำย่อยรสเปรี้ยวขึ้นไปที่คอหอย หรือรู้สึกมีรสขมของน้ำดี  หรือรสเปรี้ยวของกรดในปากหรือคอ หรือหายใจมีกลิ่น

                ในรายที่มีภาวะกรดไหลย้อนรุนแรง กล่าวคือ ไหลขึ้นไปถึงปากและคอหอย  อาจมีอาการกระแอมไอบ่อยหรือรู้สึกมีเสมหะอยู่ในคอหรือระคายคอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกินอาหารหรืออยู่ในท่านอนราบ

                บางรายตอนตื่นนอนอาจรู้สึกขมคอ เปรี้ยวปากอาจมีเสียงแหบ (เนื่องจากน้ำย่อยระคายจนกล่องเสียงอักเสบ) เจ็บคอ แสบลิ้น หรือไอเรื้อรัง (น้ำย่อยระคายคอหอยและหลอดลม) ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์เนื่องอาการเหล่านี้แบบเรื้อรัง

                บางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน เช่น มีอาการกลืนอาหารแข็งลำบาก เนื่องจากปล่อยให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังจนตีบตัน

                ส่วนในรายที่มีภาวะกรดไหลย้อนเพียงเล็กน้อยก็อาจไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเห็นก็ได้
ข้อแนะนำ

              1.ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย
  • ลดน้ำหนักตัว (ถ้าน้ำหนักเกิน)
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการกำเริบ แล้วพยายามหลีกเลี่ยง เช่น  อาหารมัน (รวมทั้งข้าวผัดของผัดที่อมน้ำมัน) อาหารเผ็ดจัด แอลกอฮอล์ บุหรี่  ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน น้ำอัดลม น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ  ซ็อกแลต     หัวหอม  กระเทียม  สะระแหน่  ยาบางชนิด (เช่น ยาขยายหลอดลม  ยาแอนติโคลิเนอร์จิก จ้าต้านแคลเซียม ยาทางจิตประสาท)
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารปริมาณมากและการดื่มน้ำมาก ๆ ระหว่างกินอาหาร  ควรกินอาหารมื้อเย็นปริมาณน้อย และทิ้งช่วงจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  •  หลังกินอาหารควรปลดเข็มขัดและตะขอกางเกงให้หลวม ไม่ควรนอนราบ หรือนั่งโค้งตัวลงต่ำ ควรนั่งตัวตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกกำลังกาย
  • หมั่นออกกำลังกายและผ่อนคลายความเครียด เนื่องเพราะความเครียด มีส่วนทำให้หลั่งกรดมากขึ้น อาจทำให้อาการกำเริบได้
  • ถ้ามีอาการกำเริบตอนเข้านอน  ควรหนุนศีรษะ 6 -10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านศีรษะให้สูงหรือใช้อุปกรณ์พิเศษสอดใต้ที่นอนให้เอียงลาดจากศีรษะลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงนอนที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่แนะนำให้ใช้วิธีหนุนหมอนให้สูง (อาจทำให้ท้องโค้งอดความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น)
             2. โรคนี้มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ควรแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควรใช้ยาช่วยควบคุมอาการเป็นระยะ ๆ ควรกินทันทีอาการเริ่มกำเริบ

             3.โรคนี้อาจมีอาการคล้ายโรคแผลเพ็ปติก และมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการส่งกล้องตรวจทางเดินอาหาร
ส่วนบน

             4. แม้ว่าจะเป็นโรคเรื้อรังน่ารำคาญ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถ้ารู้จักปฏิบัติตัวและคอยใช้ยาควบคุมอาการ แต่ถ้าปล่อยปละละเลยบางรายก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ เช่น หลอดอาหารตีบ มะเร็งหลอดอาหาร
 
การรักษา

               1. ถ้าเริ่มมีอาการในระยะแรก  ให้กินยาต้านกรด ร่วมกับยาลดการสร้างกรดกลุ่มต้านเอช 2 เช่น รานิทิดีน นาน 2 สัปดาห์ ถ้าดีขึ้นกินจนครบ 8 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นหรือมีอาการกำเริบ หรือน้ำหนักลดควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจหาสาเหตุ

               2. ถ้ามีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง หรือเสียงแหบเจ็บคอ หรือไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บหน้าอกเวลากลืนอาหาร กลืนลำบาก หายใจ ลำบาก อาเจียน ซีด ตาเหลือง น้ำหนักลด คลำได้ก้อนในท้อง ถ่ายอุจจาระดำ เจ็บหน้าอกรุนแรง เป็นต้น หรือ พบในทารกที่มีอาการอาเจียนบ่อย ไอบ่อย หรือน้ำหนักตัวไม่ขึ้น ควรส่งโรงพยาบาล

                ในการวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน แพทย์อาจวินิจฉัย เบื้องต้นจากลักษณะอาการแสดง (ปวดแสบตรงลิ้นปี่หรือขย้อนน้ำย่อยขึ้นไปที่คอหอย) ในรายที่ไม่ชัดเจนแพทย์อาจต้องทำการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อแยกออกจากสาเหตุอื่นๆ (เช่น แผลเพ็ปติก มะเร็ง กระเพาะอาหาร) สำหรับโรคกรดไหลย้อน  อาจตรวจพบร่องรอยการอักเสบของหลอดอาหาร แผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารบาร์เรตต์ ถ้าเป็นในระยะแรกเริ่มก็อาจตรวจไม่พบรอยโรคที่หลอดอาหารก็ได้

                ส่วนผู้ที่ไปพบแพทย์ทางโรคหู คอ จมูก ด้วยอาการเสียงแหบ เจ็บคอ หรือไอเรื้อรัง แพทย์อาจวินิจฉัยโรคนี้จากการใช้เครื่องมือตรวจพบสายเสียงบวมแดง

                การรักษา นอกจากยาต้านกรด  ยาลดการ สร้างกรดกลุ่มต้านเอช 2 แพทย์อาจให้ยากลุ่มออกฤทธิ์เพิ่มการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้เช่น เมโทโคลพราไมค์  ดอมเพอร์โดน ก่อนอาหาร 30 นาที  และก่อนนอน

               ถ้าไม่ได้ผล แทพย์จะให้ยาลดการสร้างกรดกลุ่มยับยั้งไปรตอนปั๊มป์ เช่น โอเมพราโซล วันละ 20 – 40 มก. กินนาน 4-8  สัปดาห์
(บางรายอาจต้องให้นาน 3-6 เดือน

               โรคนี้มักจะมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายังมีพฤติกรรมทำให้โรคกำเริบ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้   ถ้าอาการกำเริบ ก็ควรให้ยากินเป็นครั้งคราวไปเรื่อย ๆ 

                ในรายที่กินยาไม่ได้ผล หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดอาหารอักเสบรุนแรง หลอดอาหารตีบ กล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง โรคหืดกำเริบบ่อย  หรือมีไส้เลื่อนกะบังลมขนาดใหญ่ ก็อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซ่อมแซม (ผูก) หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารด้วยวิธีส่องกล้องเข้าช่องท้อง  (laparoscopic  fundoplication)

                บางรายแพทย์อาจให้การรักษาด้วยวิธี “Radiofrequency  therapy“ โดยการใช้ความร้อนจากคลื่นวิทยุทำลายเนื้อเยื่อตรงส่วนปลายของหลอดอาหาร  ทำให้เกิดแผลเป็นดึงรั้งให้หูรูดหดแน่น  ช่วยให้อาการทุเลาได้
 



 
 

 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient