Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

ไทฟอยด์/ไข้รากสาดน้อย (Typhoid fever / Enteric fever)

ไทฟอยด์/ไข้รากสาดน้อย (Typhoid fever/Enteric fever)
 
                 ไทฟอยด์ (ไข้ไทฟอยด์ ไข้เอนเทริก ไข้รากสาด น้อย ก็เรียก) พบได้บ่อยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังที่ ชาวบ้านรู้จักกันดีว่า ไข้หัวโกร๋น  เพราะสมัยนั้นยังไม่มี ยารักษา  เป็นไข้กันเป็นเดือนจนกระทั้งผมร่วง

                  พบได้ในทุกอายะ  แต่จะพบมากในคนอายุ 10 - 30 ปี อาจพบว่ามีคนในละแวกใกล้เคียงเคยเป็น หรือกำลังเป็น โรคนี้ด้วย พบมากในฤดูร้อน  แต่ก็พบได้คลอดทั้งปี

                บางครั้งอาจพบระบาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องถิ่นที่การสุขาภิบาลยังไม่ดี

                ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการแสดง  แต่เป็นพาหะ แพร่เชื้อให้ผู้อื่น
 
สาเหตุ

                เกิดจากเชื้อไทฟอยด์  ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ซัลโมเนลลาไทฟิ (Salmonella typhi)
 
                โรคนี้สามารถติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำดื่มที่ ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระหรือปัสสาวะของผู้ป่วยหรือพาหะ หรือปนเปื้อนเชื้อจากแมลงวันตอม  เชื้อจะรุกล้ำเข้าไป ในเยื่อบุลำไส้เล็กอาศัยอยู่ในกลุ่มเซลล์น้ำเหลือง (Peyer’s Patch) ทำให้ลำไส้อักเสบหรือเป็นแผล  ขณะเดียวกันก็แพร่เข้าตับ ทางเดินน้ำดี และเข้าสู่กระแสเลือดแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ปอด หัวใจ ไต สมอง กระดูก ไขกระดูก เป็นต้น

                ระยะฟักตัว  ประมาณ 14 วัน (7-21 วัน)
 
อาการ

               ลักษณะโดดเด่น คือมีไข้สูงลอยแบบเรื้อรัง

               อาการจะค่อยเป็นค่อยไป โดยแรกเริ่มจะมีอาการไข้ต่ำ ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเวียนศีรษะ อ่อนเพลียคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีน้ำมูก อาจมีเลือดกำเดาออก บางครั้งอาจมีอาการไอแห้ง ๆ และเจ็บคอเล็กน้อย

                มักมีอาการท้องผูก (มักพบในผู้ใหญ่) หรือไม่ก็ถ่ายเหลว (มักพบในเด็ก) ร่วมด้วย

                อาจมีอาการคลื่นไส้  อาเจียน ปวดแน่นท้อง ท้องอืด และกดเจ็บเล็กน้อย

                ต่อมาไข้จะค่อย ๆ สูงขึ้นทุกวัน และจับไข้ตลอดเวลา  ถึงแม้จะกินยาลดไข้ก็อาจไม่ลด  ทุกครั้งที่จับไข้จะรู้สึกปวดศีรษะมาก

                อาการไข้มักจะเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีไข้สูงอยู่นาน 3 สัปดาห์ แล้วค่อย ๆ ลดลงจนเป็นปกติ เมื่อพ้น 4 สัปดาห์  บางรายอาจเป็นไข้อยู่นาน 6 สัปดาห์  ก็ได้

                บางรายอาจมีอาการหนาวสะท้านเป็นพัก ๆ เพ้อ หรือปวดท้องรุนแรงคล้ายไส้ติ่งอักเสบ หรือถุงน้ำดีอักเสบ 

                ผู้ป่วยจะซึมและเบื่ออาหารมาก  ถ้ามีอาการมากกว่า 5 วันผู้ป่วยจะดูหน้าซีดเซียว แต่เปลือกตาไม่ซีด (เหมือนอย่างผู้ป่วยโลหิตจาง) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคที่เรียกว่า  หน้าไทฟอยด์
ข้อแนะนำ

              1. โรคนี้ต้องใช้เวลาติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์เมื่อได้รับการรักษาไข้จะค่อย ๆ ลดลง จนกระทั้ง 4 – 10 วันไปแล้วจึงจะไม่มีไข้ กล่าวคือ  ถ้าให้คลอดแรมเฟนิคอล อาจใช้เวลาอย่างน้อย 4 วันกว่าไข้จะลดเป็นปกติ  ถ้าให้ โคไตรม็อกซาโซลอาจใช้เวลา 6 -10 วันกว่าไข้จะลด ส่วน  อะม็อกซีซิลลินอาจต้องใช้นานกว่า 10 วัน

              2.  การกลับเป็นซ้ำ  บางรายแม้ว่าจะรักษาจนไข้หายแล้ว  อาจมีไข้กำเริบได้ใหม่หลังจากหยุดยาไปประมาณ 2 สัปดาห์  แต่อาการไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก  ควรให้ยารักษาซ้ำอีกครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์

              3.  ผู้ป่วยบางรายเมื่อหายแล้วอาจมีเชื้อไทฟอยด์หลบซ่อนอยู่ในถุงน้ำดี โดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เรียกว่า พาหะ (carrier) ของไข้ไทฟอยด์  ซึ่งมักปล่อยเชื้อออกมากับอุจจาระ แพร่กระจายให้ผู้อื่นต่อไปเรื่อย ๆ แพทย์สามารถตรวจพบโดยการนำอุจจาระไปเพาะเชื้อ และอาจให้การรักษาโดยให้โคไตรม็อกซาโซล  หรือ อะม็อกซีซิลลิน หรือไซโรฟล็อกซาซิน  นาน 4 สัปดาห์  ถ้ายังพบเชื้อในอุจจาระอาจต้องรักษา ด้วยการผ่าตัดถุงน้ำดีออก

               4. ผู้ป่วยบางรายอาจดื้อยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะคลอเรมเฟนิคอล ดังนั้น ถ้าหากให้ยา 4-7 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรแนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล

               5. อาการไข้สูงหรือมีไข้นานเกิน 7 วัน นอกจากไฟอยด์แล้วยังต้องคิดถึงโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ มาลาเรีย ไข้เลือดออก สครับไทฟัส  เล็ปโตสไปโรซิส เมลิออยโดซิส บรูเซลโลซิส  เป็นต้น จึงควรซักประวัติและ ตรวจร่างกายให้ละเอียด 
การรักษา

                หากสงสัย (เช่น มีไข้สูงตลอดเวลาเกิน 7 วัน หรือ มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย) ควรส่งชันสูตรเพิ่มเติม โดยการตรวจเลือด ทำการทดสองไวดาล (Widal test) ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาว (มักต่ำกว่า 5‚000 ตัว/ลบ.มม.) นำเลือด อุจจาระ และปัสสาวะไปเพาะหาเชื้อ

                การรักษา  ถ้าพบว่าเป็นโรคนี้ควรให้การรักษา ดังนี้

                1. แนะนำให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อน ๆ ดื่มน้ำมาก ๆใช้ผ้าชุบน้ำเข็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลถ้ากินอาหารไม่ได้นาน ๆ  ให้ยาบำรุงพวกวิตามิน

                2. ให้ยาปฏิชีวนะไตรม็อกซาโซล ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง  เช้าและเย็น (ในเด็กให้ 6  มก./นน.ตัว 1 กก./วันของ
ไตรเมโทพริม) หรืออะม็อกซีซิลลิน วันละ 2 กรัม (ในเด็กให้  50-75  มก./กก./วัน) แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง

                หรือให้คลอแรมเฟนิคอล วันละ 2 กรัม (ในเด็กให้  50 มก./กก./วัน) แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง

                ถ้าดีขึ้น (กินอาหารได้มากขึ้น ไข้ลด) ให้ยาต่อจนครบ 14 วัน 

                ถ้าไม่ดีขึ้นใน 4-7 วัน หรือในรายที่สงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อน  ควรส่งโรงพยาบาล

                ในรายที่เชื้อดื้อยาอาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน เช่น ไซโพรฟล็อกซาซิน 500 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 14 วัน หรือเซฟทริอะโซน (ceftriaxone) 2 กรัม /วัน ฉีดเข้ากล้ามหรือหลอดเลือดดำ นาน 7 วัน
 
การป้องกัน

                   1. ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกันโรคบิดซิเกลลา  

                   2. สำหรับผู้ป่วยควรแยกสำรับอาหารและเครื่องใช้ส่วนตัว อย่าปะปนกับผู้อื่น อุจจาระถ่ายลงในส้วม และควรล้างมือให้สะอาดหลังถ่ายอุจจาระ

                   3. ควรตรวจเชื้อในอุจจาระของผู้ประกอบการเกี่ยวกับอาหารในร้านอาหารและภัตตาการ (เช่น คนครัว บริกร เป็นต้น) เป็นครั้งคราว  เพื่อค้นหาผู้ที่เป็นพาหะ ของโรคนี้ที่อาจแพร่เชื้อให้ผู้บริโภคได้ ถ้าพบควรงดประกอบอาหารจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อในอุจจาระ

                   4. การป้องกันด้วยวัคซีน ไม่แนะนำให้ใช้กับคนทั่วไป ควรใช้กับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศหรือถิ่นที่มีการระบาดของโรคนี้ และผู้ที่อยู่ร่วมกับผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไทฟอยด์

                ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนป้องกันไทฟอยด์ทั้งชนิดกินและชนิดฉีดที่มีผลข้างเคียงน้อย

                วัคซีนชนิดกินมีทั้งแบบแคปซูล (ใช้สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป) และแบบน้ำ (สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป)ให้กินครั้งละ 1  แคปซูลหรือ 1 ซอง วันเว้นวัน จำนวน 3 ครั้ง โดยกินร่วมกับน้ำเย็น (ห้ามใช้น้ำร้อน) ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง  ควรงดการใช้ยาต้านจุลซีพอย่าง      น้อยก่อนกินวัคซีนครั้งแรก และ 7 วันหลังกินวัคซีน ครั้งสุดท้าย  เนื่องจากวัคซีนชนิดกินเป็นวัคซีนที่ทำจาก เชื้อเป็นแต่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง 
(live-attenuated) อาจถูกยาต้านจุลชีพทำลายได้

                วัคซีนชนิดกิน  หากจำเป็นสามารถกระตุ้นได้  ทุก 5 ปี

                ส่วนวัคซีนชนิดฉีดสามารถฉีดเข้ากล้ามหรือใต้ผิวหนังให้เด็กตั้งแต่อายุ 2 ปี ขนาด 0.5 มล. ครั้งเดียว หากจำเป็นสามารถกระตุ้นได้ทุก  2  ปี
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient