Symptoms & Disease

ประสาทและสมอง

เลือกดูโรคอื่นๆ

ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal meningitis)

ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal  meningitis)
 
                    ไข้กาฬหลังแอ่น (ไข้กาฬนกนางแอ่น ก็เรียก) หมายถึง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มแมนิงโกค็อกคัส ที่มาของชื่อโรคนี้เข้าใจว่าคงเรียกตามลักษณะอาการของโรค ซึ่งพบว่าถ้าหากเป็นรุนแรงจะมีไข้และผื่นขึ้นลักษณะเป็นจุดแดงจ้ำเขียวหรือดำคล้ำ (จึงเรียกว่า “ไข้กาฬ” ซึ่งแปลว่า ไข้ที่มีผื่นสีดำคล้ำตามผิวหนัง) และผู้ป่วยจะมีอาการคอแข็ง คอแอ่น หลังแอ่น (จึงเรียกชื่อโรคตอนท้ายว่า “หลังแอ่น”) ต่อๆ  มาจึงเพี้ยนเป็น “ไข้กาฬนกนางแอ่น” โรคนี้ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อจากนกนางแอ่นแต่อย่างใด

                โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดนี้พบได้ประปราย ตลอดปี (มีรายงานการป่วยเป็นโรคนี้ประมาณปีละ 20-100 ราย) บางครั้งอาจมีการระบาด จัดเป็นโรคที่มีอันตราย ร้ายแรง  พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
 
สาเหตุ
                เกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเมนิงโกค็อกคัส (meningococcus)  ที่มีชื่อเรียกว่าไนซีเรียเมนิงไจทิดิส (NeisSeria meningitidis)
                เชื้อนี้แบ่งเป็น 13 ชนิด แต่มีอยู่ 5 ชนิดที่สามารถก่อโรคในคน ได้แก่ ชนิด A‚ B‚ C‚ Y และ W 135 ซึ่งมีอยู่ในลำคอของคนเราคนที่แข็งแรง  เชื้อจะอาศัยอยู่ใน ลำคอโดยไม่ก่อนให้เกิดโรค เรียกว่า เป็นพาหะ (carrier) ซึ่งสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ (เคยมีการสำรวจพบว่าเด็กนักเรียนในบางท้องที่จะเป็นพาหะของโรคนี้ถึงร้อยละ 14)
                เชื้อนี้สามารถติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละ-อองเสมหะที่ผู้ป่วยหรือพาหะไอหรือจามรด ใช้ของใช้ ร่วมกัน (เช่น ดื่มน้ำจากแก้วเดียวกัน สูบบุหรี่มวนเดียวกัน) จูบปากกัน  หรือสัมผัสถูกน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยหรือพาหะ
               
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเมื่อรับเชื้อเข้าไป ก็จะป่วยเป็นโรคนี้ โดยเชื้อเข้าไปในลำคอก่อน แล้วเข้าไปในกระแสเลือด ไปที่เยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  บางรายเชื้อจะเข้าไปอยู่ในอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ และรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ภายในเวลาสั้น ๆ
 
                ระยะฟักตัวของโรค 2 -10 วัน (เฉลี่ย 3-4 วัน)
 
อาการ
                อาการสำคัญคือ ไข้ ผื่นขึ้น และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีอาการครบทั้ง 3 อย่าง หรือ 2 ใน 3 อย่างนี้ ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันไป
                เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ เจ็บ คอ ปวดเมื่อยมากตามหลังและแขนขาคล้ายไข้หวัดใหญ่ 2-3 วันต่อมาจะมีผื่นขึ้นลักษณะเป็นจุดแดงจ้ำเขียวแบบไข้เลือดออก มีขนาดต่างๆ ตั้งแต่เท่าปลายเข็มหมุด จนเป็นรอยฟกซ้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีรูปร่างคล้ายดาวกระจาย (เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้) รอยฟอกซ้ำพบมากตามขาและเท้า  และตรงรอยที่มีแรงกด (เช่น ขอบกางเกงของถุงเท้า) แต่ก็อาจพบที่มือ แขน และลำตัว รวมทั้งตามเยื่อเมือก เช่น เยื่อบุตาได้

                ในรายที่มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมด้วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง (ก้มคอไม่ลง) คอ แอ่น หลังแอ่น อาจมีอาการสับสน เพ้อคลั่งร่วมด้วย ผู้ป่วยส่วนน้อยที่อาจมีอาการไม่ค่อยรู้ตัว หมดสติ ส่วนในเด็กอาจมีอาการชักร่วมด้วย
                ในรายที่เป็นรุนแรงจะมีเลือดออกในลำไส้และต่อมหมวกไต เกิดภาวะซ็อก หมดสติ และอาจตายได้ภายใน 1-4 วัน ภาวะรุนแรงมักเกิดในเด็กเล็ก เด็กนักเรียน และคนหนุ่มสาว

 

 
 
 
 
 
 
ข้อแนะนำ

               1. โรคนี้ถึงแม้จะพบได้น้อย แต่ถ้าเป็นแล้วมักมีความรุนแรง หากมีอาการไข้ ผื่นขึ้น (จุดแดงจ้ำเขียว) ร่วมกับอาการปวดศีรษะและอาเจียน ควรรีบไปปรึกษา แพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่น ๆ

               2.โรคนี้นอกจากจะติดจากผู้ป่วยโดยตรงแล้ว ก็ยังอาจติดจากเสมหะและน้ำลายของผู้ที่เป็นพาหนะ (ซึ่งไม่มีอาการ)ได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย  คนทั่วไปควรเคร่งครัดในการปฏิบัติตัวตามหลักการป้องกันโรค  ติดต่อทางระบบหายใจ

               3. ควรแนะนำผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยไปรับยาป้องกันจากสถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด
การรักษา

             หากสงสัย ให้ส่งโรงพยาบาลด่วน  ซึ่งจำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล 

             มักวินิจฉัยโดยการเจาะหลัง จะพบความดันน้ำไขสันหลังสูง น้ำไขสันหลังขุ่น ตรวจพบเชื้อเมนิงโกค็อกคัสในน้ำไขสันหลัง

            นอกจากนี้ อาจนำเลือดและสารน้ำที่เจาะจากรอยจ้ำเขียวที่ผิวหนังไปตรวจหาเชื้อโดยการย้อมสีหรือเพาะเชื้อ

            บางรายแพทย์อาจทำการถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  เพื่อค้นหาความผิดปกติในสมอง

           การรักษา  แพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และให้ยาปฏิชีวนะชนิดใดชนิดหนึ่งดังดังต่อไปนี้เพนิซิลลินจี ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ผู้ใหญ่ขนาดครั้งละ 4 ล้านหน่วย ทุก 4 ชั่วโมง (เด็กขนาด 400‚000 หน่วย/กก./วัน แบ่งให้ทุก 4 ชั่วโมง) หรือเซฟทริอะโซน (ceftriaxone) ผู้ใหญ่ขนาดครั้งละ 2 กรัม ทุก 12 ชั่วโมง (เด็กขนาด 100 มก./กก./วัน แบ่งให้ทุก 12 ชั่วโมง)
ถ้าแพ้ยาทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว ให้คลอแรมเฟนิคอล (ย4.6) ผู้ใหญ่ครั้งละ 1 กรัม ทุก 6 ชั่วโมง

         ยาปฏิชีวนะจะให้นาน 10-14 วัน หรือจนกว่าไข้ลงแล้วให้ต่อไปอีก 5 วัน

         ผลการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ถ้าเป็นไม่รุนแรง (ไม่มีการติดเชื้อในเลือดร่วมด้วย) และได้รับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม ก็มักจะหายเป็นปกติ แต่ถ้าเป็นรุนแรงหรือได้รับการรักษาล่าช้า ก็อาจเสียชีวิตหรือมีภาวะ แทรกซ้อนทางสมองตามมา โดยเฉลี่ยมีอัตราตายประมาณร้อยละ
15-20

การป้องกัน

               1.สำหรับผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคนี้ เช่น คนที่อยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วย  นักเรียนที่อยู่ในห้อง  เดียวกับผู้ป่วย ทหารที่อยู่ในค่ายพักเดียวกับผู้ป่วย ผู้ต้องขังที่อยู่ในห้องขังเดียวกับผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ที่ดูและผู้ป่วยเป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์  แพทย์จะให้ยาป้องกันไม่ให้เป็นโรค โดยใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้

                 ไรแฟมพิซินผู้ใหญ่ให้กินครั้งละ600 มก.วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 2 วัน เด็กอายุต่ำกว่า 1 เดือนให้ขนาดครั้งละ 5 มก./กก.อายุมากกว่า 1 เดือน ให้ขนาดครั้งละ 10 มก./กก.

                ไซโพรฟล็อกซาซิน (ciprofloxacin) ผู้ใหญ่ให้ขนาด 500 มก.กินครั้งเดียว (อายุต่ำกว่า 18 ปี หญิง ตั้งครรภ์หญิงให้นมบุตร ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้)

                เชฟทริอะโซน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยา 2 ตัวข้างบนได้ โดยผู้ใหญ่ให้ 250 มก. ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว เด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ให้ 125 มก.
              2.สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้ เช่น ไปทำงานหรือประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศตะวันออกกลาง ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น (meningococcal vaccine)ซึ่งสามารถรับบริการได้ ณ สถานที่ต่อไปนี้
  • สถาบันบำราศนราดูร จังหวัดนนทบุรี
  • ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศสนามบินสุวรรณภูมิ
  • ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าเรือกรุงเทพคลองเตย
  • ฝ่ายควบคุมโรคระหว่างประเทศ ในบริเวณตรวจคนเข้าเมือง ถนนสาธรใต้
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้

             3.สำหรับคนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน เนื่องจากโรคนี้พบได้น้อย มีโอกาสเสี่ยงไม่มาก ถ้าบังเอิญมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย  ก็สามารถใช้ยาป้องกันได้ เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ  วัคซีนที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันป้องกันเชื้อชนิด A‚C‚Y‚W135 แต่ไม่ได้ป้องกันชนิด B ซึ่งเป็นเชื้อที่พบมากในบ้านเรา ดังนั้นฉีดวัคซีนไปก็ไม่อาจป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อชนิด B

                สำหรับคนทั่วไป แนะนำให้ปฏิบัติตามหลักการป้องกันโรคติดต่อทางระบบหายใจ ดังนี้

               หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ ๆ มีผู้คนแออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • อย่าไอ จาม รดกัน
  • อย่าดื่มน้ำแก้วเดียวกับผู้อื่น หรือสูบบุหรี่มวนเดียวกับผู้อื่น
  • ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ เมื่อสัมผัสถูกน้ำมูกน้ำลายของอื่น

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ประสาทและสมอง

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient