Symptoms & Disease

ประสาทและสมอง

เลือกดูโรคอื่นๆ

โรคลมชัก (Seizures / Epilepsy) ลมบ้าหมู (Grand mal)

โรคลมชัก (Seizures/Epilepsy)
ลมบ้าหมู (Grand mal)         
 
โรคลมชัก เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งทีเกี่ยวกับการทำหน้าที่ผิดปกติของสมอง ทำให้เกิดอาการหมดสติเคลื่อนไหวผิดปกติ รับสัมผัสความรู้สึกแปลก ๆ หรือมีพฤติกรรมผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นฉับพลัน เป็นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็กลับ หายเป็นปกติได้เอง แต่มักจะมีอาการกำเริบซ้ำเป็นครั้งคราว แพทย์มักจะวินิจฉัยโรคลมชักต่อเมื่อพบว่ามีอาการกำเริบตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป การชักเพียงครั้งเดียวอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ และหายขาดตลอดไป แพทย์จะไม่วินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักโรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 0.5-1 ของประชากรทั่วไปพบได้ในคนทุกอายุ  แต่มักจะพบเป็นครั้งแรกในเด็กอายุต่ำกว่า15 ปี และคนอายุมากกว่า 60 ปี
             ในปัจจุบันมีการแบ่งโรคลมชักออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ โรคลมชักเฉพาะส่วน (partial seizures) และโรคลมชักทั่วไป  (generalized seizures) แต่ละกลุ่ม ยังแบ่งเป็นชนิดย่อย ๆ ออกไปอีกหลายชนิดในที่นี้จะกล่าวอย่างละเอียดเฉพาะ โรคลมชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัวหรือแกรนด์มาล (tonic clonic seizures หรือ grand mal) ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคลมชักทั่วไปจะมีอาการชักร่วมกับหมดสติ (ตรงกับที่คนไทยเรียกว่าลมบ้าหมู) โรคลมชักชนิดนี้จัดว่าเป็นชนิดที่พบได้บ่อยมีความรุนแรงและมีอันตรายมากกว่าชนิดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากลายเป็นโรคลมชักต่อเนื่อง (status epilep ticus) มีโอกาสเสียชีวิตและพิการค่อนข้างสูง

สาเหตุ
                ปกติการทำหน้าที่ของสมองอาศัยการปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าของเซลล์ทุกส่วนอย่างมีระเบียบและสอดประสานอย่างสมดุล แต่บางคนอาจมีการปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าอย่างผิดปกติของเชลล์สมอง กระตุ้นให้เกิดอาการของโรคลมชักลักษณะต่าง ๆทั้งนี้ขึ้นกับตำ-แหน่งและปริมาณของเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ผิดปกติ
               ในกลุ่มผู้ป่วยโรคลมชักเฉพาะที่จะเริ่มจากเชลล์สมองส่วนเล็ก ๆ เพียงส่วนเดียวที่ปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าอย่างผิดปกติ  ซึ่งยังจำกัดวงอยู่เพียงส่วนนั้น หรือ อาจกระจายไปทั่วสมอง กลายเป็นโรคชักทั่วไป เรียกว่า โรคลมชักทั่วไปแบบทุติยภูมิ (secondary general Ized  seezures)ในเวลาต่อมาก็ได้ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยโรคลมชักทั่วไป จะมีการปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าอย่างผิดปกติขึ้นในเซลล์สมองพร้อมกันทั่วทั้งสมองตั้งแต่แรก เรียกว่าโรคลมชักทั่วไปแบบปฐมภูมิ (primary generalized seizures)
               โรคลมชักกว่าร้อยละ50จะเกิดขึ้นโดยตรวจไม่พบสาเหตุชัดเจน เรียกว่า โรคลมชักชนิดไม่ทราบสาเหตุ (idiopathic seizures) เชื่อว่ามีความพร่องของสารเคมีบางอย่างในการควบคุมกระแสไฟฟ้าในสมอง โดยที่โครงสร้างของสมองเป็นปกติดี ทำให้การทำหน้าที่ของสมองสูญเสียความสมดุล เกิดอาการลมชักขึ้นโรคลมชักชนิดนี้ส่วนใหญ่มักพบมีอาการครั้งแรกในคนอายะ 5-20 ปี และเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางกรรรมพันธุ์ (มักมีประวัติโรคลมชักในครอบครัว)
               ผู้ป่วยโรคลมชักส่วนหนึ่งจะตรวจพบสาเหตุชัดเจนเรียกว่า โรคลมชักชนิดทราบสาเหตุ (symptomatic seizures) ซึ่งมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้ที่มีอายุมากกว่า 25 ปีที่เริ่มชักเป็นครั้งแรก มีสาเหตุตามกลุ่มอายุดังนี้
  • อาการชักในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี อาจมีสาเหตุจากไข้ โรคติดเชื้อในสมองสมองพิการความผิดปกติของสมองแต่กำเนิด สมองได้รับการกระทบกระเทือนระหว่างคลอด หรือมีภาวะบางอย่างที่กระทบต่อสมอง เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นต้น
  • ในวัยทำงานหรือวัยกลางคน อาจเกิดจากโรคพิษสุรา ยาเสพติด การใช้ยาเกินขนาด
  • ในผู้สูงอายุอาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกสมอง โรคสมองเสื่อม ไตวาย หรือตับวายระยะท้าย ความดันโลหิตสูงชนิด  ร้ายแรง
  • ในคนทุกวัยอาจเกิดจากโรคติดเชื้อ(เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มาลาเรียขึ้นสมอง) เนื้องอกสมอง ศีรษะได้รับบาดเจ็บ  เลือดออกในสมอง เป็นฝีหรือพยาธิในสมอง  ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดสมองภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ พิษจากยาเกินขนาด (เช่น    ยาชาลิโดเคน  ยาแก้ซึมเศร้า ที่โอฟิลลีน เป็นต้น
  • ในหญิงตั้งครรภ์อาจเกิดจากครรภ์เป็นพิษ
อาการ

สำหรับโรคลมชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว (ลมบ้าหมู) ผู้ป่วยอยู่ดี ๆ ก็มีอาการหมดสติ เป็นลมพับ กับพื้นทันทีพร้อมกับมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งทั้งตัว หายใจลำบาก หน้าเขียว ซึ่งจะเป็นอยู่นานไม่กี่วินาทีถึง 20 วินาทีต่อมาก็จะมีอาการชักกระตุกของกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายเป็นระยะ ๆ และมีอาการตาค้าง  ตาเหลือก ในระยะแรกมักจะถี่แล้วค่อย ๆ ลงลงตามลำดับ จนกระทั่งหยุดกระตุก ในช่วงนี้จะมีอาการน้ำลายฟูมปาก และอาจ มีเลือดออก (จากการกัดริมฝีปากหรือลิ้นตัวเอง) อาจมีอาการปัสสาวะหรืออุจจาระราดร่วมด้วย
                อาการชักจะเป็นอยู่นาน1-3 นาที แล้วพื้นสติตื่นด้วยความรู้สึกมึนงง อ่อนเพลีย บางรายอาจม่อยหลับไปนานเป็นชั่วโมง ๆ
                ผู้ป่วยมักจำไม่ได้ว่าตัวเองล้มลง
                หลังจากม่อยหลับและตื่นขึ้นมาแล้ว อาจมีอาการปวดศีรษะ มึนงง สับสน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง หาวนอน ลืมตัว และอาจทำอะไรที่ตัวเองจำไม่ได้ในภายหลัง
                สำหรับผู้ที่เป็นโรคลมชักแบบทุติยภูมิ คือ กลายมาจากโรคลมชักเฉพาะส่วน จะมีอาการเตือน หรือออรา(aura) นำมาก่อนจะหมดสติ  เช่น แขนหรือขาชาหรือกระตุกเพียงข้างหนึ่ง หรืออาจเห็นแสงวาบ ได้กลิ่น รส หรือได้ยินเสียงแปลก ๆ หรือมีความรู้สึกกลัวโดยไม่มีเหตุผล เป็นต้น  ซึ่งก็คือ อาการของ “โรคลมชักเฉพาะส่วนแบบธรรมดา” นั้นเอง
                ผู้ป่วยอาจเกิดอาการชักในเวลากลางวัน หรือหลังเข้านอนตอนกลางคืนก็ได้ บางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุกระตุ้น บางครั้งก็พบสาเหตุที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยชัก เช่น อดนอน หิวข้าว กินอาหารมากเกินไป ทำงานเหนื่อยเกินไปคิดมาก ดื่มแอลกอฮอล์ กินยากระตุ้นประสาทท้องผูก มีประจำเดือน  มีไข้สูง อยู่ในที่ ๆ มีเสียงอึกทึก หรือแสงจ้า หรือแสงวอบแวบ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ การหายใจเข้าออกเร็ว ๆ เป็นต้น
                โดยทั่วไป ผู้ป่วยมักมีอาการชักอยู่เพียง 1-3 นาที (บางรายอาจนาน 5 -15 นาที) ก็จะหยุดชัก และฟื้นสติตื่นขึ้นแต่บางครั้งอาจเป็น โรคลมชักต่อเนื่อง (status epilepticus) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายร้ายแรง ผู้ป่วยจะชักต่อเนื่องรวดเดียว นานกว่า 20 นาที (ในเด็ก) หรือ 30 นาที
(ในผู้ใหญ่) หรืออาจชักซ้ำ ๆ หลายครั้งติด ๆ กันโดยมีช่วงหยุดชักเป็นพัก ๆ โดยที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการฟื้นสติตื่นขึ้นแม้ในระหว่างช่วงหยุดชัก ภาวะนี้มักพบในผู้ป่วยที่เคยกินยารักษาโรคลมชักมาก่อนแล้วขาดยา (หยุดกินยา) ทันทีแต่ถ้าเป็นการชักครั้งแรก ภาวะนี้ก็อาจเป็นโรคลมชักชนิดทราบสาเหตุ เช่น โรคติดเชื้อของสมอง เนื้องอกสมอง สมองพิการ ตกเลือดในสมอง พิษยาเกินขนาด ภาวะถอนแอลกอฮอล์ในผู้ป่วยที่ติดแอลกอฮอล์  ครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น
ข้อแนะนำ
1.ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักชนิดไม่ทราบสาเหตุส่วนใหญ่มีทางรักษาให้หายขาดได้ หรือสามารถใช้ยาควบคุมไม่ให้เกิดการชักได้ แต่ต้องกินยาติดต่อกันนานเป็นปี ๆ บางรายอาจต้องกินยาไปตลอดชีวิต ผู้ป่วยควรไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
2.การใช้ยารักษา ควรปฏิบัติดังนี้
  • กินยากันชักทุกวัน ตามขนาดที่แพทย์แนะนำ ควรทำบันทึกการกินยาและการนัดของแพทย์เพื่อ กันลืม
  • อย่าหยุดยา หรือปรับเปลี่ยนขนาดยา หรือ ซื้อยากินเอง
  • ถ้าลืมกินยาไปเพียงมื้อเดียวหรือวันเดียว ให้เเริ่มกันในมื้อต่อไปตามปกติ 
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดอื่นร่วมกับยากันชักโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร  เพราะยาบางชนิดอาจต้านฤทธิ์ยากันชัก ทำให้อาการชักกำเริบได้ บางชนิดอาจเสริมฤทธิ์ยากันชัก ทำให้เกิดพิษขึ้นได้
  • ควรสังเกตผลข้างเคียงที่เกิดจากยากันชักเช่น อาการมึนงง  คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ ผื่นคัน ผิวหนังผุพอง เหงือกบวม ดีซ่าน มีไข้  เป็นต้น ถ้าพบควร แจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม บางกรณีแพทย์อาจต้องทำการตรวจเลือดประเมินผลข้างเคียงต่อตับ ไต เม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาวเป็นระยะ
  • ยากันชักบางชนิดอาจต้านฤทธิ์ยาเม็ดคุมกำเนิด  ทำให้คุมกำเนิดไม่ได้ผล บางชนิดอาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์พิการหรือแท้งได้  ผู้ป่วยที่กินยาคุมกำเนิด หรือมีแผนที่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้การดูแลที่เหมาะสมต่อไป เช่น ในรายที่กินยาโซเดียมวาลโพรเอต  หรือคาร์บามาซีพีน แพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาเม็ดกรดโฟลิก (folic acid) ขนาด 1 มก./วัน ตั้งแต่ระยะก่อนตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการ เกิดความพิการทางระบบประสาท (neural tube defect)
  • หากตั้งครรภ์ หรือเจ็บป่วยอย่างอื่น ควรแจ้งให้แพทย์ที่รักษาทราบ และนำยาที่กินอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วย
  • ในกรณีเปลี่ยนสถานที่รักษา ควรนำประวัติและยาที่กินอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วย
3.เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจนควบคุมโรคได้แล้ว ผู้ป่วยสามารถทำงาน เรียนหนังสือ เล่นกีฬาหรือออกสังคมได้ตามปกติ รวมทั้งสามารถแต่งงานได้
4.ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการชัก ผู้ป่วยควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอน  อย่าทำงาน เหนื่อยเกินไปอย่าใช้ความคิดมากหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนทางจิตใจ อย่าอดอาหาร ระวังอย่าให้ท้องผูกห้ามดื่มแอลกอฮอล์หรือกินยากระตุ้นประสาท อย่าเข้า ไปในที่ ๆ มีเสียงอึกทึก หรือมีแสงจ้า แสงงอบแวบ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้
                นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการกระทำและสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย เช่น ว่ายน้ำ ปีนขึ้นที่สูงอยู่ใกล้ ไฟ ใกล้น้ำ ทำงานกับเครื่องจักร ขับรถ ขับเรือ เดินข้ามถนนตามลำพัง  เป็นต้น
                ถ้าจำเป็นต้องว่ายน้ำ ควรมีคนอื่นอยู่ด้วยตลอดเวลา 
                ในบางประเทศอนุญาตให้ผู้ป่วยมีใบขับขี่ได้เมื่อปลอดจากอาการชักแล้วอย่างน้อย 1 ปี
5.ผู้ป่วยควรเปิดเผยให้เพื่อนที่ทำงานหรือที่โรงเรียนทราบถึงโรคที่เป็น  เพื่อว่าเมื่อเกิดอาการชักจะได้ไม่ตกใจ และหาทางช่วยเหลือให้ปลอดภัยพ่อแม่ ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงควรมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของโรคและวิธีช่วยเหลือผู้ป่วย ไม่ควรแสดงความรังเกียจควรให้กำลังใจผู้ป่วยและให้เข้าร่วมกิจกรรมในชีวิตประจำวันเช่นคนอื่นๆ
6.อาการชักอาจมีสาเหตุได้หลากหลาย ควรวินิจฉัยแยกแยะให้แน่ชัดก่อนจะสรุปว่าเป็นโรคลมชักชนิดไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบในเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ อาจเกิดจากความผิดปกติทางสมอง ส่วนในวัยรุ่นหรือวัยทำงานอาจเกิดจากพิษแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด
การรักษา
                สำหรับโรคลมชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว/ลมบ้าหมู

1.ในรายที่มีอาการชักติดต่อกันนานเกิน 10 นาที อาจมีแนวโน้มเป็นอาการแสดงของโรคลมชักต่อเนื่องควรให้การปฐมพยาบาล และประเมินสาเหตุ เช่น ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
                ถ้าพบหรือสงสัยว่าเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรฉีดกลูโคสขนาด 50% 50-100 มล.เข้าหลอดเลือดดำ 
                ถ้าไม่หยุดชัก หรือไม่ได้สงสัยภาวะดังกล่าว ควรฉีดยาแก้ชัก ได้แก่ ไดอะซีแพม ผู้ใหญ่ ขนาด 10 มก.(เด็ก 0.3-0.5 มก./กก.) เข้าหลอดเลือดดำช้า ๆ ประมาณ 1 มก./นาที หลังจากนั้น 20 นาทีถ้ายัง ไม่หยุดชัก ให้ฉีดซ้ำได้อีก1 ครั้ง ควรระวังการเกิดภาวะ หยุดหายใจจากผลข้างเคียงของยาตัวนี้
                ถ้าหยุดชักแล้ว ให้การรักษาดังข้อ 2
                ถ้าไม่หยุดัก ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลด่วน
                เมื่อถึงโรงพยาบาลแล้วยังไม่หยุดชัก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาแก้ชักชนิดอื่น เช่น ลอราซีเอม (lorazepam) ฟีโนบาร์ทาล 
เฟนิโทอิน ไมดาซีแพม (midazepam)
                ขณะเดียวกันก็ให้การรักษาแบบประคับประคอง (เช่น ใช้เครื่องช่วยหายใจให้ออกซิเจน ให้น้ำเกลือ) ตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาตามสาเหตุ

2.ในรายที่ชักเพียงชั่วขณะ หรือหยุดชักจาก
การดูแลรักษาเบื้องต้น ถ้าเป็นการชักครั้งแรก  หรือยังไม่เคยได้รับการตรวจจากแพทย์มาก่อน ควรแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำกว่า  2 ปี หรือคนอายุมากกว่า 25 ปี อาจต้องทำการตรวจพิเศษ เช่น ตรวจคลื่นสมอง  หรืออีอีจี (electro  ncephalo gram/EEG) ถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้า หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เจาะหลัง (lumbar  puncture) เพื่อค้นหาความผิดปกติของสมอง
                นอกจากนี้หากสงสัยว่ามีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ อาจต้องทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น การตรวจนับเม็ดเลือด การตรวจระดับน้ำตาลและเกลือแร่ในเลือด การตรวจเลือดทดสอบการทำงานของตับและไต เป็นต้น
                การรักษา ให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ
                แต่ถ้าเป็นโรคลมชักชนิดไม่ทราบสาเหตุ หากเพิ่งเคยชักมาเพียง 1 ครั้ง มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว  หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการ และเฝ้าสังเกตดู อาการต่อไป โดยยังไม่ให้ยารักษา เนื่องเพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจไม่มีอาการชักซ้อนอีกตลอดไป(โอกาสชักซ้ำพบได้ประมาณร้อยละ 30-60) ซึ่งไม่คุ้มกับผลข้างเคียงจากยา
                แพทย์จะพิจารณาให้ยากันชักแก่ผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบซ้ำครั้งที่ 2 ยาที่นิยมใช้เป็นพื้นฐาน ได้แก่ ฟีโนบาร์บิทาล และเฟนิโทอินโดยจะเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่งก่อน (ห้ามเกินร่วมกันอาจมีปฏิกิริยาต่อกันได้) แพทย์จะค่อย ๆ ปรับขนาดยาที่ใช้ขึ้นทีละน้อยจนสามารถควบคุมอาการได้ ถ้าไม่ได้ผลอาจเปลี่ยนไปใช้ยาพื้นฐานอีกชนิดหนึ่ง
                แต่ถ้าได้ลองใช้ยาพื้นฐานในขนาดเต็มที่แล้วยัง ไม่ได้ผล อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ชนิดอื่น เช่น โซเดียมวาลโพรเอต (sodium   valproate) คาร์บามาซีพีน (carbamazepine) โทพิราเมต (topiramate) เป็นต้น
                ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดอาการกำเริบด้วยยาเพียงชนิดเดียว มีน้อยรายที่อาจต้องให้ยาควบกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป
                เมื่อปรับยาจนสามารถควบคุมโรคได้แล้ว ผู้ป่วยจะต้องกินยาในขนาดนั้นไปเรื่อย ๆ เป็นเวลาหลายปี จนปลอดอาการชักแล้ว 2-3 ปี (สำหรับเด็ก) และ 5 ปี (สำหรับผู้ใหญ่) จึงเริ่มหยุดยา โดยค่อย ๆ ลดลงที่ละน้อยห้ามหยุดยาทันที อาจทำให้เกิดโรคลมชักต่อเนื่อง เป็นอันตรายได้
                เมื่อลดยาหรือหยุดยาแล้ว กลับมีอาการชักใหม่ (พบได้ประมาณร้อยละ 25 ในเด็ก และร้อยละ 40-50 ในผู้ใหญ่) ก็ควรจะกลับไปใช้ยาตามเดิมอีก บางรายอาจต้องกินยาคุมอาการตลอดไป
3. สำหรับผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค
ลมชักและกินยารักษามาก่อน ถ้าพบว่ามีอาการชักเพราะขาดยาหรือปรับลดยาเองก็ให้กลับไปกินยาตามขนาด ที่แพทย์สั่งอยู่เดิม แต่ถ้าผู้ป่วยเกิดอาการชักทั้ง ๆ ที่กินยาตามขนาดที่แพทย์สั่งอยู่แล้วอาจจำเป็นต้องเพิ่มขนาดยา หรือปรับเปลี่ยนยาใหม่ จนกว่าจะควบคุมอาการได้
 
4.ในรายที่ใช้ยารักษาไม่ได้ผลหรือทนต่อผล
ข้างเคียงไม่ได้ ควรส่งปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำการตรวจด้วยวิธีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อค้นหาตำแหน่งเนื้อสมองที่เป็นจุดกำเนิดการชัก(ปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติ) และทำการผ่าตัดสมองซึ่งมีอยู่หลายวิธี  ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือไม่ก็อาจช่วยลดความถี่ และบรรเทาความรุนแรงของการชัก หลังผ่าตัดแพทย์จะให้ยากันชักคอยควบคุมอาการต่อไปในกรณีที่ผู้ป่วยดื้อยาและผ่าตัด หรือ ไม่สามารถผ่าตัดได้ อาจรักษาด้วยการใช้เครื่องกระตุ้นประสาทสมองคู่ที่ 10 (vagus nerve stimulation)
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ประสาทและสมอง

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient