Symptoms & Disease

ประสาทและสมอง

เลือกดูโรคอื่นๆ

ไมเกรน (Migraine)

ไมเกรน (Migraine)
 
                ไมเกรน (โรคปวดหัวข้างเดียว ลมตะกัง ก็เรียก) พบได้ประมาณร้อยละ 10 -15 ของประชากรทั่วไป พบได้ในคนทุกวันแต่พบมากในช่วงอายุ 10-30 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 3.5 เท่า
                โรคนี้มักเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังเป็นแรมปี เริ่มเป็นครั้งแรกตอนย่างเข้าวัยรุ่น หรือระยะหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้ป่วยหญิงมักเป็นโรคนี้ตอนเริ่มมีประจำเดือน บางรายเริ่มเป็นโรคนี้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งมักมีอาการปวดท้อง เมารถเมาเรือด้วย มีน้อยรายที่จะมีอาการเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปแต่ผู้หญิงที่เคยเป็นไมเกรนมาก่อนเมื่อถึงวัยใกล้หมดประจำเดือน (40-50 ปี) อาจมีอาการปวด ศีรษะบ่อยขึ้นบางรายอาจทุเลาหรือหายไปเองเมื่ออายุ  มากกว่า 50-60 ปีขึ้นไป แต่บางรายอาจเป็นตลอดชีวิต
                ไมเกรนจัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญน่าทรมาน และทำให้เสียการเสียงาน
                โรคนี้เกิดได้กับคนทุกระดับไม่เกี่ยวกับฐานะทาง สังคมหรือระดับสติปัญญา แต่ผู้ที่มีฐานะดีหรือมีการศึกษามักจะปรึกษาแพทย์บ่อยกว่า  ผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่เป็นประจำมักเป็นคนประเภทเจ้าระเบียบ จู้จี้จุกจิก
                โรคนี้ชาวบ้านเรียกว่า ลมตะกัง

สาเหตุ
                โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ (พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยไม่เกรน มีประวัติว่ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย) และมักมีสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบในแต่ละครั้ง
                ส่วนกลไกการเกิดอาการของโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่ามีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของสมอง ทั้งในส่วนเปลือกสมอ (cortex) และก้านสมอง (brain stem) ร่วมกับการเปลี่ยนแปลง ของสารเคมีในสมอ ได้แก่ ซีโรโทนิน (trigeminal) (พบว่ามีปริมาณลดลงขณะที่มีอาการกำเริบ) โดพามีน(dopamine) และสารเคมีกลุ่มอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดการ อักเสบของเส้นใยประสาทสมองเส้นที่ 5 (trigeminal nerve fiber ที่เลี้ยงบริเวณใบหน้าและศีรษะ) รวมทั้งการอักเสบร่วมกับการหดและขยายตัวของหลอดเลือด แดงทั้งในและนอกกะโหลกศีรษะ ทำให้เปลือกสมองm(cortex) มีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง กระตุ้นให้เกิดอาการ ปวดศีรษะและอาการร่วมต่าง ๆ ขึ้นมา
สาเหตุกระตุ้น
            ผู้ป่วยมักบอกได้ว่า มีสาเหตุต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ ซึ่งแต่ละคนอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป แต่มักจะมีได้หลาย ๆ อย่าง อาทิเช่น
  • มีแสงสว่างจ้าเข้าตา เช่น ออกกลางแดดจ้า ๆแสงจ้า แสงไฟกะพริบ แสงสีระยิบระยับในโรงมหรสพ หรือสถานเริงรมย์ เป็นต้น
  • การใช้สายตาเพ่งดูอะไรนาน ๆ เช่น ดูภาพยนตร์หนังสือ จอคอมพิวเตอร์ หรือกล้องจุลทรรศน์ เย็บปักถักร้อย เป็นต้น
  • การอยู่ในที่ ๆ มีเสียงดังจอแจ  เช่น ตลาดนัดหรือเสียงอึกทึก (เช่น เสียงกรอง เสียงระฆัง)
  • การสูดดมกลิ่นฉุน ๆ เช่น กลิ่นน้ำมันรถ กลิ่นสีหรือทินเนอร์ กลิ่นสารเคมี หรือยาฆ่าแมลง ควันบุหรี่ กลิ่นน้ำหอมหรือดอกไม้     เป็นต้น
  • การดื่มกาแฟมาก ๆ ก็อาจกระตุ้นให้ปวดได้ (แต่บางคนดื่มกาแฟแล้วอาการทุเลา หรือขาดกาแฟกลับทำให้ปวดไมเกรน)
  •  เหล้า เบียร์ เหล้าองุ่นแดง (red wine) ถั่วต่าง ๆ กล้วย นมเปรี้ยว เนยแข็ง ซ็อกโกแลต ตับไก่ ไส้กรอก อาหารทะเล อาหารทอดน้ำมัน อาหารหมักดองหรือรมควัน ผงชูรส น้ำตาลเทียม (aspartame) สารกันบูด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว (เช่น ส้ม มะนาว) หอมกระเทียม ล้วนกระตุ้นทำให้ปวดได้
  • ยานอนหลับ ยาขยายหลอดเลือด (เช่น ไนโตรกลีเซอรีน) ยาลดความดัน (เช่น ไฮดราลาซีน รีเซอร์พีน) ยาขับปัสสาวะ
  • การอยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเกินไปเช่นอากาศร้อนหรือหนาวจัด ห้องที่อบอ้าวห้องปรับอากาศเย็นจัดอากาศ  เปลี่ยนแปลง เป็นต้น
  • การอดนอน (นอนไม่พอ) หรือนอนมากเกินไปการนอนตื่นสาย (เช่น ในวันหยุดสุดสัปดาห์)
  • การอดข้าว  กินข้าวผิดเวลา หรือกินอิ่มจัด  เชื่อว่าเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ซึ่งกระตุ้นให้ปวดศีรษะได้  บางครั้งพบว่าผู้ป่วยไมเกรนเมื่อ เป็นโรคเบาหวาน (มีน้ำตาลในเลือดสูง) อาการปวดจะหายไป
  • การนั่งรถ นั่งเรือ หรือนั่งเครื่องบิน
  • การเปลี่ยนแปลงของระดับความสูงหรือความดันบรรยากาศ
  • อาการเจ็บปวดตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
  • การเป็นไข้ เช่น ตัวร้อนจากไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
  • การออกกำลังการจนเหนื่อยเกินไป รวมทั้งการร่วมเพศ
  • ร่างกายเหนื่อยล้า
  • การถูกกระแทกแรง ๆที่ศีรษะ (เช่นการใช้ศีรษะโหม่งฟุตบอล) ก็อาจทำให้ปวดศีรษะทันที
  • อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ สำหรับผู้ป่วยหญิงมีผลต่อการเกิดอาการไมเกรนอย่างมาก เช่น บางรายมีอาการปวดเฉพาะเวลาใกล้จะมีหรือขณะมีประจำเดือน บางรายในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ก็อาจทำให้อากาศกำเริบมากขึ้น เมื่อเลยระยะ 3 เดือนไปแล้ว อาการมักจะหายไปจนกระทั้งหลังคลอด (ในระยะ 6 เดือนหลังของการตั้งครรภ์มักมีฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนสูง) บางรายกินยาเม็ดคุมกำเนิด (มีฮอร์โมนเอสโทรเจน) ทำให้ปวดบ่อยขึ้น พอหยุดกินยาก็ดีขึ้น หรือฉีดยาคุมกำเนิดอาการมักจะทุเลา
  • ความเครียดทางอารมณ์ คิดมาก อารมณ์ขุ่นมัวตื่นเต้น ตกใจ
อาการ
 
             มักมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดแบบตุบ ๆ (เข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ) ที่บริเวณขมับข้างใดข้างหนึ่ง อาจปวดสลับข้างในแต่ละ ครั้ง ส่วนน้อยจะปวดพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง บางรายอาจมี อาการปวดที่รอบ ๆ กระบอกตาร่วมด้วย  แต่ละครั้งมัก จะปวดนาน 4-72 ชั่วโมง และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือสัมผัสถูกแสง เสียงหรือ กลิ่น มักปวดรุนแรงปานกลางถึงมากจนเป็นอุปสรรค  ต่อการทำกิจวัตรประจำวัน ผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย และบางรายอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย (หลัง อาเจียน อาการปวดจะค่อย ๆ ลุเลาไปเอง) ผู้ป่วยมักมี อาการกลัว (ไม่ชอบ) แสงหรือเสียงร่วมด้วย ชอบอยู่ในห้องที่มืดและเงียบ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตาพร่ามัว คัดจมูก ท้องเดิน ปัสสาวะออกมาก ซีด เหงื่อออก บวมที่หนังศีรษะหรือใบหน้า เจ็บหนัง ศีรษะ มีเส้นพองที่ขมับ ขาดสมาธิ  อารมณ์แปรปรวน รู้สึกศีรษะโหวง ๆ รู้สึกจะเป็นลม แขนขาเย็น เป็นต้น
                บางรายก่อนมีอาการปวดศีรษะ อาจมีสัญญาณบอกเหตุ (aura) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาการผิดปกติเกี่ยว กับสายตา เช่น เห็นแสงวอบแวบหรือระยิบระยับเห็นเป็นเส้นหยัก ภาพเบี้ยว ภาพเล็กหรือใหญ่เกินจริง หรือเห็นดวงมืดในลานสายตา ซึ่งจะค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆในช่วงเวลา 5–20 นาที และมักจะเป็นอยู่นานไม่เกิน 60 นาที ส่วนน้อยอาจมีสัญญาณบอกเหตุในลักษณะอื่น ๆ เช่น มีความรู้สึกสัมผัสเพี้อน (สู้สึกเสียวแปลบ ๆ เหมือน ถูกเข้ม หรือเหมือนมีตัวอะไรไต่) ที่มือและแขนรอบปากและจมูกข้างใดข้างหนึ่ง ชาที่ใบหน้าและแขนขา มีความรู้สึกไวต่อการสัมผัส พูดไม่ได้หรือพูดลำบาก บ้าน หมุน  มีเสียงหลอนหรือกลิ่นหลอน  เห็นภาพซ้อน  แขนขาอ่อนแรง อาการเหล่านี้มักเป็นเพียงชั่วขณะ แล้วทุเลาไปได้เองอาการปวดศีรษะ มักเกิดขึ้นภายใน 60 นาที (บางครั้งหลายชั่วโมง) หลังสัญญาณบอกเหตุลุเลาลงแล้ว 
               บางรายสัญญาณบอกเหตุอาจเป็นต่อเนื่อง แม้ภายหลังมีอาการปวดศีรษะเกิดขึ้นแล้ว
               บางรายอาจมีสัญญาณบอกเหตุโดยไม่มีอาการปวดตุบ ๆ แบไมเกรนตามมา หรือมีอาการปวดศีรษะในลักษณะแตกต่างจากไมเกรน (เช่นปวดมึน ปวดตื้อ) ตามมาก็ได้
                นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิดปกติล่วงหน้าหรือตามหลังระยะปวดไมเกรน
                อาการผิดปกติล่วงหน้า (prodome) อาจเกิดก่อนปวดศีรษะเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวัน ๆ เช่น อารมณ์แปรปรวน (หงุดหงิด  ซึมเศร้า    หรือครึ้มใจ) อ่อนเพลียหาวบ่อย ง่วงนอนมาก รู้สึกอยากอาหารบางชนิด (เช่น ซ็อกโกแลต ของหวาน) กล้ามเนื้อตึง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คอ)
ท้องผูกหรือท้องเดิน ปัสสาวะออกมาก
               ส่วนอาการผิดปกติที่อาจพบภายหลังหายปวดศีรษะแล้ว (postdome) เช่น อ่อนเพลีย หงุดหงิด เฉยเมย ขาดสมาธิ เจ็บหนังศีรษะ  อารมณ์แปรปรวน รู้สึกศีรษะโหวง ๆ กลัวแสง เบื่ออาหาร เป็นต้น
              ในเด็กมักมีอาการคล้ายดังกล่าวข้างต้น แต่มักจะปวดขมับพร้อมกัน 2 ข้าง และปวดนานน้อยกว่าผู้ใหญ่ (นานประมาณ1-48 ชั่วโมง)ไม่ค่อยมีสัญญาณบอกเหตุทางตา (อาการผิดปกติทางสายตา) แต่มักมีอาการผิดปกติ ล่วงหน้า เช่น หาวบ่อย ง่วงนานมากหรือเฉยเมย มีความรู้สึกอยากอาหารบางชนิด (เช่น ซ็อกโกแลต ของหวานนมเปรี้ยว กล้วย)
                เด็กบางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง กลัวแสง กลัวเสียง โดยไม่มีอาการปวดศีรษะก็ได้ (เมื่อโตขึ้นก็จะมีอาการปวดศีรษะ ไมเกรน)
ข้อแนะนำ
 
1.อาการปวดศีรษะแบบตุบ ๆ นอกจากมีสาเหตุจากไมเกรนแล้ว ยังอาจเป็นอาการแสดงของโรคความ ดันโลหิตสูงได้ดังนั้นในการวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนควรตรวจวัดความดันให้แน่ใจก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี
2.โรคนี้มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังมาตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาว อาจมีอาการกำเริบถี่ห่างในแต่ละช่วงเวลาและแต่ละคนแตกต่างกันไป ควรให้ความมั่นใจ แก่ผู้ป่วยว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงหรือเป็นเนื้องอกสมอง มิเช่นนั้นผู้ป่วยจะวิตกกังวลและเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ 
3.ควรแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตว่ามีสาเหตุอะไรที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะบ้าง  ถ้าทราบและสามารถหลีกเลี่ยง ได้ก็จะช่วยให้ปวดห่างขึ้น
4.ควรแนะนำให้ผู้ป่วยรู้จักดูแลตัวเองตั้งแต่เริ่ม มีอาการกำเริบ เช่น เริ่มมีอาการผิดปกติล่วงหน้า หรือมีสัญญาณบอกเหตุ ก็ควรจะรีบกินยาบรรเทาปวดทันที (ผู้ป่วยควรพกยาแก้ปวดไว้ประจำตัว) แล้วนั่งหรือนอนพักในห้องที่มืดและเงียบ ๆ อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อบอ้าวจะช่วยให้บรรเทาอาการปวดได้เร็วหากปล่อยให้ปวดอยู่นานแล้วค่อยกินยา อาจไม่ค่อยได้ผล
5.ผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนบ่อยทั้งๆที่กินยารักษาไมเกรน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่ สตีรอยด์ หรือยากลุ่มเออร์โกตามีน อยู่บ่อย ๆ  อาจเกิดจากการใช้ยามากเกิน  ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนการใช้ยาให้เหมาะสม
6.การออกกำลังกายแต่พอเหมาะ(อย่าหักโหมจนเกินไป หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแสงจ้าและอากาศร้อน) การฝึกวิธีผ่อนคลายความเครียดหรือการทำสมาธิ  และการรักษาด้วยการฝังเข็ม อาจช่วยให้โรคทุเลาหรือวันห่างขึ้นได้
 
7.ผู้ป่วยไมเกรนควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการกินยาเม็ดคุมกำเนิด โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นไมแกรน ชนิดมีสัญญาณบอกเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแทรกซ้อน
8.อาการปวดศีรษะข้างเดียว อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบในผู้ชายที่มีอาการปวดรุนแรงข้างเดียว แบบเป็น ๆ หาย ๆ ครั้งละไม่เกิน 4 ชั่วโมง อาจเป็นโรคปวดศีรษะคลัสเตอร์ 
                ถ้าพบในคนอายุมากกว่า 40-50 ปี ที่มีอาการปวดรุนแรงและคลำหลอดเลือดแดงที่ขมับ มีลักษณะค่อนข้างและกดเจ็บ อาจมีสาเหตุจากหลอดเลือดแดงอักเสบ (guabt cell arteritis) ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ แพทย์จะให้กิน เพร็ดนิโซโลน เป็นเวลาอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โรคนี้ถึงแม้จะพบได้น้อย แต่ก็ถือว่าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรงชนิดหนึ่งในคนอายุ 40–50 ปี ขึ้นไป
นอกจากนี้ในรายที่ปวดรุนแรง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่เคยปวดไมเกรนมาก่อน หรือมีอาการแตกต่างจากอาการไมเกรนที่เคยเป็น) หรือกินยาไม่ได้ผล อาจต้องนึกถึงภาวะปริแตกของหลอดเลือดที่ผิดปกติในสสมอง เช่น หลอดเลือดโป่งพอง (aneurysm) หลอดเลือดฝอยผิดปกติ (arteriovenous malformation/AVM) ต้อหินเฉียบพลันในผู้สูงอายุ โรคปอดประสาทใบหน้า (trigeminal neuralgia) ซึ่งจะมีอาการปวดเหมือนถูกมีดแทงหรือเข็มร้อน ๆ แทง หรือไฟฟ้าซ็อค  ที่บริเวณใบหน้าซีกหนึ่งนานครั้งละ 10-30 วินาที เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง  
                ดังนั้นหากสงสัยควรส่งโรงพยาบาล เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอน และให้การรักษาได้ทันท่วงทีในรายที่มีภาวะรุนแรง
 
การรักษา

1.ขณะที่มีอาการกำเริบ ให้ยาบรรเทาปวด ได้แก่ ยาแก้ปวด หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ในรายที่เป็นรุนแรงอาจให้ยารักษาไมเกรน เช่น
คาเฟอร์กอต แทน
                ถ้ามีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนให้ยาแก้อาเจียน เช่น เมโทโคลพราไมด์ ดอมเพอริโน 
                ข้อสำคัญ การให้ยาบรรเทาปวด ต้องรีบกระทำทันทีเมื่อเริ่มรู้สึกมีอาการ จึงได้ผลดี และควรแนะนำให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนพักในห้องมืดและเงียบ ๆ
 
2.ถ้าปวดรุนแรงปวดติดต่อกันนานเกิน 72 ชั่วโมง แขนขาอ่อนแรงหรือหมดสติ หรือสงสัยเกิดจากสาเหตุร้ายแรงอื่น ๆ เช่น ต้อหินเฉียบพลัน)โรคหลอดเลือดสมองแตก ศีรษะได้รับบาดเจ็บ/เลือดออกใน สมองเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว อาจจำเป็นต้องทำการตรวจ
เพิ่มเติม เช่น เจาะหลัง ถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
 
                ถ้าตรวจพบว่าเป็นไมเกรน ก็จะให้ยารักษาไม-เกรนสำหรับชนิดปวดรุนแรง ได้แก่ ซูมาทริปแทน (su matriptan) กินขนาด 
50-100 มก.ครั้งเดียว ส่วนใหญ่ อาการมักทุเลาภายใน 4 ชั่วโมงหลังให้ยา ในกรณีที่มีอาการปวดไมเกรนนานเกิน 72 ชั่วโมง (ซึ่งพบได้น้อย) แพทย์อาจต้องให้ยานี้ซ้ำหลายครั้ง (แต่ไม่ควรเกิน 300 มก./24 ชั่วโมง) ร่วมกับยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์
 
                ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ยาอื่นแทน เช่น ฉีดไดโดรเออร์โกตามีน (chlorpromazine) 25-30 มก.เข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเดกซาเมทาโซน 4- 8 มก.เข้าหลอดเลือดดำ หรือให้เพร็ดนิโซโลน กินวันละ 60 มก.วันละครั้ง  เป็นระยะเวลา 3-4 วัน
 
                ในกรณีที่มีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือหมดสติ (เป็นอาการแสดงของไมเกรนชนิดรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก) ก็จำเป็นต้องให้การรักษาแบบประคับประคอง อาการจะเป็นอยู่ชั่วคราว และหายได้เอง
 
3.ในรายที่มีอาการมากกว่าเดือนละ 3 ครั้ง ควรให้ยาป้องกัน ถ้าใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีอาการปวดแทบทุกวัน (มากกว่า 15วัน/เดือน) ซึ่งถือว่าเป็นไมเกรนเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุ

การป้องกัน
               สำหรับผู้ที่ปวดไมเกรนบ่อย ๆ ให้พยายามค้นหาสิ่งที่กระตุ้นให้ปวด แล้วหลีกเลี่ยงเสีย เช่น ถ้ากินยาเม็ดคุมกำเนิด ทำให้ปวดบ่อย ก็เลิกยานี้เสีย และหันไปใช้ยาคุมชนิดฉีดแทน (ยานี้มีฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน มีส่วนช่วยป้องกันไมเกรน) ถ้ากินผลชูรสหรือดื่มแอลกอฮอล์แล้วปวด ก็ควรงดเสีย ถ้าเข้าไปในที่ที่มีเสียงอีกทึกจอแจ (เช่น ตลาดนัด) แล้วปวดก็ต้องงดไป เป็นต้น
 
                ถ้าไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุกระตุ้น หรือทราบแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยังปวดอยู่บ่อย ๆ (มากกว่า 3 ครั้ง/เดือน) จนเสียการ เสียงาน ควรให้ยากินป้องกันไม่ให้ปวด ซึ่งมีอยู่หลายขนาด โดยให้เลือกใช้ขนานใดขนาน หนึ่งเพียงขนาดเดียว และให้กินเป็นประจำทุกวัน ควรให้ติดต่อกันนาน 4-6 เดือน จึงค่อยหยุดยา เมื่อกลับมามีอาการกำเริบบ่อย ๆ อีก ก็ให้กินยาป้องกันซ้ำอีก
 
             แพทย์จะเลือกใช้ยาขนาดใดขนาดหนึ่งให้เหมาะกับผู้ป่วย ซึ่งมีให้เลือกดังนี้
 
1.ฟลูนาริซีน (flunarizine) มีชื่อทางการค้า เช่น ซิบีเลียม (Sibelium)ให้กินขนาด 5-10 มก.(1-2 เม็ด) วันละครั้ง ก่อนนอนทุกคืน
2.อะมิทริปไทลีน เช่นทริปตานอล (Tryptanol) ให้กินขนาด 10 มก. ก่อนนอน ทุกคืน (ถ้าไม่ได้ผล อาจเพิ่มเป็น 25 มก.)
3.ไพโซติเฟน (pizotifen) เช่น แซนโดไมแกรน (Sandomigran) หรือโมซีกอร์ (Mosegor) ขนาดเม็ดละ 0.5 มก. กิน 1-3 เม็ด ก่อนนอน ยานี้เป็นยาในกลุ่มยา  แอนติฮิสตามีน อาจทำให้ง่วงนอน นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
4.ไซโพรเฮปตาดีน (cyproheptadine) ขนาดเม็ดละ 4 มก.กิน 1–2 เม็ด ก่อนนอน  ยานี้เป็นยาในกลุ่ม แอนติฮิสตามีน อาจทำให้ง่วงนอน และยังช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร
5.โพรพราโนลอล (propranolo) เช่น อินเดอราล (Inderal) ซึ่งเป็นกลุ่มยาปิดกั้นบีตา ขนาดครั้งละ 20-40  มก.วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหาร
6.อะทีโนลอล ซึ่งเป็นกลุ่มยาปิดกั้นบีตาขนาดครั้งละ 50-100 มก.วันละครั้ง
7.ไนเฟดิพีน ซึ่งเป็นยาต้านแคลเซียม ขนาดครั้งละ 10-40 มก.วันละ 4 ครั้ง 
8.ยารักษาโรคลมชัก เช่น โซเดียมวาลโพรเอต (sodium  valproate) ขนาด 0.6-2.5 กรัม/วัน หรือโทพิราเมต (topiramate) ขนาด 25-100 มก./วัน แบ่งให้ วันละ 1-2 ครั้ง 
9.เมทิเซอร์ไจด์ (methysergide) เช่น เดสเซอริล (Deseril) ขนาด 1 มก. กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2- 3 ครั้ง หลังอาหาร (ไม่ควรกินเกิน 6 มก.) ยานี้ใช้ได้ผลดีแต่ไม่ควรกินติดต่อกันนานเกิน 6 เดือน อาจทำให้หลอดเลือดแดงหดตัวมาก เป็นอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ ได้ (เช่น อาจทำให้เกิด retroperitoneal fibrosis) ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาต่ออีก ควรเว้นระยะสัก 1-2 เดือนก่อน ยานี้อาจ ทำให้เกิดผลข้างเคียงและมีข้อห้ามใช้เช่นเดียวกับเออร์โกตามีน  ควรใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในกรณีที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ผล

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ประสาทและสมอง

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient