Symptoms & Disease

ประสาทและสมอง

เลือกดูโรคอื่นๆ

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke/ Cerebrovascular accident / CVA สมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) อัมพาตครึ่งซีก (Hemiplegia)

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke/ Cerebrovascular accident/CVA
สมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) อัมพาตครึ่งซีก (Hemiplegia)
 
               
                โรคหลอดเลือดสมอง/อัมพาตครึ่งซีก จัดว่า เป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นในบ้านเราขณะนี้ มักพบในวัยกลางคนขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่และเป็นได้ทั้งหญิงและชาย  
                โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงในสมอง กล่าวคืออาจมีการแตกตีบหรือตันของหลอดเลือดเหล่านี้ ทำให้เนื้อสมองบางส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายตายไปและหยุดสั่งงานจึงทำให้ เกิดอาการอัมพาตของร่างกายส่วนนั้นๆ ขึ้นอาการมักจะเกิดขึ้นฉับพลันทันที เรียกว่า โรคลมอัมพาต โรคลมปัจจุบัน หรือสโตร๊ก (stroke)
 
สาเหตุ
               โรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งมีอาการแสดง ความรุนแรง และวิธีการรักษาที่ต่างกัน ดังนี้
1. สมองขาดเลือดจากการอุดตัน (ischemic stroke) พบได้ประมาณร้อยละ 80 ของโรคหลอดเลือดสมอง แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่

ก.หลอดเลือดสมองตีบ(cerebral throm bosis/thrombotic stroke) เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบซึ่งจะค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อยในที่สุดจะมีลิ่มเลือด (thrombosis) เกิดขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดทำให้เซลล์สมองตายเพราะขาดเลือดไปเลี้ยง
                โรคนี้มักพบในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง และผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้ก่อนวัยสูงอายุ   เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งเร็วกว่า ปกติ
                นอกจากนี้  ผู้ที่มีอายุมาก (55 ปี ในผู้ชาย และ 65 ปีในผู้หญิง) ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด หญิงที่กิน ยาเม็ดคุมกำเนิด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสูบบุหรี่ร่วมด้วย) คนอ้วน และผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นอัมพาตครึ่งซีก ก็อาจมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าปกติ
                ภาวะหลอดเลือดสมองตีบเป็นสาเหตุของ อาการอัมพาตครึ่งซีกที่พบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่น ๆและ มีอันตรายน้อยกว่าหลอดเลือดสมองแตก

ข.ภาวะสิ่งหลุดอุดตันหลอดเลือดสมอง
(cerebral embolism/embolic stroke) เนื่องจากมี “สิ่งหลุด” ซึ่งเป็นลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดที่อยู่นอกสมอง (ที่พบบ่อย คือ ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจ) หลุดลอยตามกระแสเลือดขึ้นไปอุดตันในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองตายเพราะขาดเลือด มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ที่สำคัญได้แก่ โรคหัวใจห้องบน เต้นแผ่วระรัว นอกจากนี้ยังอาจพบในโรคหัวอื่นๆ (เช่น โรคหัวใจรูมาติก กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เยื่อบุหัวใจอักเสบ โรคลิ้นหัวใจ พิการ  ผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม เป็นต้น) ภาวะเม็ดเลือดแดงมาก (polycythemia) ผู้ป่วยที่มีไขกระดูกหลุด อุดตันเลือดสมอง (ซึ่งพบในผู้ป่วยที่กระดูกหัก)         

2.หลอดเลือดสมองแตก/เลือดออกในสมอง
(cerebral hemorrhage/hemorrhagic stroke) ทำให้เนื้อสมองโดยรอบตาย พบได้ประมาณร้อยละ 20 ของโรค หลอดเลือดสมอง ถือเป็นภาวะร้ายแรง อาจทำให้ผู้ป่วยตายได้ในเวลารวดเร็ว มีอัตราตายโดยเฉลี่ยร้อยละ 40-50
                ถ้าพบในผู้สูงอายุมักมีสาเหตุจากโรคความดันโลหิตสูง
                นอกจากนี้  ยังอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติ ของหลอดเลือดแดงที่เป็นมาแต่กำเนิด เช่น หลอดเลือดโป่งพอง (cougenital   aneurysm) หลอดเลือดฝอยผิดปกติ (arteriovenous malformation /AVM) เป็นต้น หลอดเลือดผิดปกติเหล่านี้มักจะแตกและทำให้เกิดอาการอัมพาต เมื่อผู้ป่วยอยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน
                บางรายอาจมีสาเหตุจากภาวการณ์แข็งตัวของ เลือดบกพร่อง(เช่น ตับแข็ง มะเร็งเม็ดเลือดขาว ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โรคเลือดบางชนิด   เป็นต้น) การได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น แอสไพริน) หรือยาเสพติด (แอมเฟตามีน โคเคน) การดื่มแอลกอฮอล์จัด เนื้องอกสมอง ที่มีภาวะเลือดออก การบาดเจ็บที่ศีรษะ  เป็นต้น
อาการ 

1.ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ มักมีประวัติเป็นคนสูงอายุ  หรือไม่ก็อาจเป็น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่จัด หรือดื่มแอลกอฮอล์จัดอยู่ก่อน หรือมีญาติพี่น้องเป็นโรคอัมพาต แล้วอยู่ๆ ก็มีอาการแขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรงลงทันที
ทันใด ผู้ป่วยอาจสังเกตพบอาการอัมพาตขณะตื่นนอน หรือขณะเดินหรือทำงาน อยู่ก็รู้สึกทรุดล้มลงไป ผู้ป่วยอาจมีอาการชาตามแขนขา
ตามัวเห็นภาพซ้อน พูดไม่ได้ หรือพูดอ้อแอ้ ปากเบี้ยวหรือกลืนไม่ได้ร่วมด้วย
 
                บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือมีความรู้สึกสับสนนำมาก่อนที่จะมีอาการอัมพาตของแขนขา
 
                ผู้ป่วยมักจะมีความผิดปกติที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเพียงซึกเดี่ยวเท่านั้น กล่าวคือ ถ้าอาการตีบตันของ หลอดเลือดเกิดขึ้นในสมองซีกซ้าย ก็จะมีอาการอัมพาต ที่ซึกขวา (ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตซีกขวา อาจพูดไม่ได้ เพราะศูนย์ควบคมการพูดอยู่ในสมองซีกซ้าย) ถ้าเกิดขึ้นในสมองซีกขวาก็จะเกิดอัมพาตที่ซีกซ้าย
 
                ผู้ป่วยส่วนมากจะรู้สึกตัวดี หรืออาจจะซึมลงเล็กน้อย ยกเว้นในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการหมดสติร่วมด้วย
 
                อาการอัมพาตมักจะเป็นอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมงขึ้นไป และจะเป็นอยู่นานเป็นแรมเดือนแรมปี หรือตลอดชีวิต
 
                ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตบางราย อาจมีประวัติแขน ขาชาและอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ได้ ตามัว หรือเวียน ศีรษะ บ้านหมุน ซึ่งมักจะเป็นนานประมาณ 2-30 นาที (น้อยรายที่อาจนานเป็นชั่วโมง เต็มที่จะไม่เกิน 24 ชั่วโมง) แล้วหายเป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องให้การรักษาแต่อย่างใด  อาการดังกล่าวเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง  เนื่องจากมีอาการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมองซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว (ร่างกายสามารถสร้างเอนไซม์ละลายลิ่ม เลือดเปิดทางไหลของเลือดได้เร็ว) เรียกว่าโรคสมองขาดเลือดชั่วขณะ หรือทีไอเอ (TIA ซึ่งย่อมาจาก transient  ischemic  attack) ผู้ป่วยอาจมีอาการดังกล่าวเป็น ๆหาย ๆมาก่อนสักระยะหนึ่ง (อาจประมาณ 6 เดือนถึง1ปี) จึงค่อยเกิดอาการอัมพาตอย่างถาวรตามมาในภายหลัง
 
2.ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเนื่องจากภาวะสิ่งหลุดอุตันหลอดเลือดสมอง จะมีอาการคล้ายในข้อ1 แต่อาการอัมพาตมักเกิดขึ้นฉับพลันทันที อาจมีประวัติเป็นโรคหัวใจ ผ่าตัดหัวใจหรือกระดูกหักมาก่อน
3.ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเนื่องจากหลอดเลือดสมองแตก อาการมักเกิดขึ้นทันทีทันใดโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า บางรายอาจเกิดอาการขณะทำงานออกแรงมากๆ หรือขณะร่วมเพศ ผู้ป่วยอาจบ่นปวดศีรษะรุนแรงหรือปวดศีรษะซีกเดียวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และมักมีอาการเคลื่อนไส้   อาเจียนร่วมด้วย แล้วก็มีอาการปากเบี้ยว พูดไม่ได้  แขนขาค่อย ๆอ่อนแรง อาจชักและ หมดสติในเวลารวดเร็ว
                ถ้าตกเลือดรุนแรง ผู้ป่วยมักมีอาการหมดสติตัวเกร็ง รูม่านตาหดเล็กทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมักจะตายใน 1-2 วัน  
                ถ้าตกเลือดไม่รุนแรง  ก็อาจมีโอกาสฟื้นและ ค่อยๆ  ดีขึ้น หรือถ้าได้รับการผ่าตัดได้ทันท่วงทีก็อาจช่วย ให้รอดได้ในกรณีที่เกิดจากการแตกของหลอดเลือดโป่งพอง (aneurysm) หรือหลอดเลือดฝอยผิดปกติ (AVM) ซึ่งพบในช่วงอายุ 25–30 ปี อาจมีเลือดรั่วซึมเล็กน้อยนำมาก่อนโดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างต่อเนื่อง อาจมีอาการปวดใบหน้าและเห็นภาพซ้อนร่วมด้วยนาน เป็นนาที ๆ ถึงเป็นสัปดาห์ เมื่อหลอดเลือดแตกจะมี อาการปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันและหมดสติอาจหมด สติอย่างต่อเนื่อง หรือหมดสติอยู่ระยะหนึ่งแล้วฟื้นคืนสติ แต่จะมีอาการสับสน ง่วงนอน  ปวดศีรษะ เวียนศีรษะอาเจียน
ข้อแนะนำ

1.เมื่ออยู่ ๆ มีอาการแขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรงขึ้นฉับพลัน ถ้าเป็นเพียงชั่วขณะ (ไม่เกิน 30 นาที) แล้วหายได้เอง มักเป็นโรคสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) ถึงแม้อาการทุเลาแล้ว ก็ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อการบำบัดรักษาและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำหรือกลายเป็น  อัมพาตครึ่งซีกอย่างถาวร หากไม่รักษา มีโอกาสเกิดขึ้น ร้อยละ 50 ภายใน 1 ปี บางรายอาจเกิดตามมาภายใน 48 ชั่วโมง
                แต่ถ้าอาการแขนขาอ่อนแรงเป็นต่อเนื่องนาน เกิน 30 นาที ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยด่วน อาจจำเป็นต้องให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่ง จะได้ผลดีเมื่อให้ภายใน 3 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ

2.เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนพ้นระยะอันตรายเริ่มรู้สึกตัวดี หายใจสะดวก กินอาหารได้ ควรให้การดูแลพยาบาลต่อ ดังนี้
  • พยายามพลิกตัวผู้ป่วยไปมาทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันมิให้เกิดแผลกดทับ (bed sores) ที่ก้น หลังข้อต่าง ๆ         
  • ให้อาหารและน้ำให้เพียงพอ บางรายในช่วงแรกอาจต้องป้อนทางสายยางที่ใส่ผ่านจมูกเข้าไปที่กระเพาะอาหารถ้าขาดน้ำ ผู้ป่วยจะซึม หรืออาการเลวลง
  • พยายามบริหารข้อโดยการเหยียด และงอแขนขาตรงทุก ๆ ข้อต่อบ่อย ๆ เพื่อป้องกันมิให้ข้อเกร็งแข็ง
3.เมื่ออาการดีขึ้น ผู้ป่วยต้องหมั่นบริหารกล้ามเนื้อ และพยายามใช้แขนขา เพื่อให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ถ้าผู้ป่วยนอนเฉย ๆไม่พยายามใช้แขนขา กล้ามเนื้อก็จะลีบ และ ข้อแข็ง การรักษาขึ้นกับตัวผู้ป่วยเป็นสำคัญใน การพยายามฟื้นฟูสภาพโดยวิธีกายภาพบำบัด ฝึกพูด (ถ้าพูดไม่ได้) ฝึกเขียน
(ถ้าเขียนหนังสือไม่ได้)

4.โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง บางรายอาจฟื้นตัวได้เร็วและช่วยตัวเองได้ บางรายอาจฟื้นตัวช้า หรือพิการตลอดไป แต่สติปัญญาของผู้ป่วยส่วนมากยังดี
เช่น ปกติญาติควรแสดงความเห็นอกเห็นใจ อย่าแสดงความรังเกียจ และคอยให้กำลังใจผู้ป่วยอยู่เสมอผู้ป่วยควรติดตามรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ไม่ควรเปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อย

5. ผู้ป่วยควรงดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และกินยาตามแพทย์สั่งเป็นประจำ เพื่อป้องกันมิให้อาการกำเริบซ้ำ)   

6. ถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดสูง ควรดูแลรักษาโรคนี้อย่างจริงจังเพื่อป้องกันมิให้อาการอัมพาตกำเริบซ้ำ
การรักษา
                ผู้ป่วยที่อยู่ ๆ เกิดอาการอัมพาตครึ่งซีกขึ้นฉับพลันหรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรงติดต่อกันเป็นชั่วโมง ๆหรือ เป็นวัน ๆไม่ว่าจะมีอาการหมดสติหรือไม่ก็ตาม  ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
                แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในรงพยาบาล ตรวจหาสาเหตุโดยการถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ คลื่นหัวใจ เจาะหลัง และอื่น ๆ  
การรักษา ให้การรักษาตามสาเหตุ ดังนี้
1.ในรายที่เป็นโรคสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) ซึ่งมีอาการเพียงชั่วขณะแล้วหายเป็นปกติได้เองแพทย์จะให้ยาควบคุมโรคหรือภาวะที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ เป็นต้น และให้ยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดขึ้นใหม่ ยาที่ใช้ได้แก่ แอสไพริน ขนาด 75-325 มก.วันละครั้ง ทุกวัน ในรายที่กินแอสไพรินไม่ได้ อาจให้ไทโคลดีพีน (ticlodipine) 250 มก.วันละ  2 ครั้ง หรือโคลพิโดเกรล (clopidogrel) 75 มก.วันละครั้ง  
                ในรายที่ตรวจพบว่า  หลอดเลือดแดงที่คอ (internal  carotid  artery) มีการตีบมากกว่าร้อยละ 70 อาจต้องทำการผ่าตัด
หลอดเลือด (endarterectomy) เพื่อขจัดก้อนไขมันและลิ่มเลือดออกไป บางรายใช้บัลลูน ขยายหลอดเลือดและใส่หลอดลวดตาข่าย (stent)

2.ในรายที่เกิดจากสมองขาดเลือดจากการอุดตัน นอกจากให้การรักษาตามอาการ (เช่น ให้น้ำเกลือช่วยการหายใจ ควบคุมชีพจรถ้าเต้นแผ่วระรัว ยาลดไข้ ถ้าไข้สูง ให้ยาลดความดันโลหิตถ้าสูงมาก) แล้ว เมื่อถ่าย ภาพสมองยืนยันว่าเกิดจากภาวะนี้ (ไม่ใช่เลือดออกในสมอง) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือด (thrombolytic agent) ได้แก่ recombinant  tissuetype plasminogen activator (tPA) เข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อเปิดทางให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมอง  ทำให้เซลล์สมอง ไม่ตาย ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนสู่ปกติได้เร็ว ยานี้จะได้ผลดีต้องให้ภายใน 3 ชั่วโมงหลังมีอาการกำเริบและผู้ป่วยจะ ต้องไม่มีภาวะที่เป็นข้อห้ามในการใช้ยานี้ (เช่น หมดสติชักเมื่อแรกมีอาการ ความดันโลหิต 185/110 มม.ปรอทเกล็ดเลือดต่ำ ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ภาวะการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง มีภาวะเลือดออกเป็นต้น)
               ในบางกรณี แพทย์อาจให้การกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) ได้แก่ เฮพาริน (heparin) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้น
แผ่วระรัว โรคลิ้นหัวใจพิการหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดซ้ำ ถ้าให้ตามหลังยาละลายลิ่มเลือด (tPA) ควรทิ้งช่วงให้ห่างอย่างน้อย 24 ชั่วโมงขึ้นไป
               หลังจากอาการคงที่แล้ว แพทย์จะให้ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน)ให้ยาควบคุมโรคหรือภาวะที่เป็นสาเหตุ และทำการฟื้นฟูสภาพ โดยการทำกายภาพบำบัดและการใช้อุปกรณ์ช่วย  
               ในรายที่ตรวจพบมีหลอดเลือดแดงที่คอตีบอาจให้การรักษาด้วยการผ่าตัดหลอดเลือด หรือใช้บัลลูนขยายหลอดเลือด
               ผลการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ถ้าเป็นเล็กน้อยและได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก  ก็อาจหายเป็นปกติ หรือฟื้นสภาพได้จนเกือบปกติ จนช่วยตัวเองพูดได้ เดินได้ แต่อาจใช้มือไม่ถนัด ในรายที่เป็นรุนแรงหรือไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ก็มักจะมีความพิการหรือ
บกพร่องทางร่างการ  ซึ่งต้องการ การดูแลจากผู้อื่น นั่งรถเข็น หรือใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน
                ส่วนน้อยที่จะพิการรุนแรง จนต้องนอนอยู่บนเตียง และต้องการผู้ดูแลตลอดเวลา  หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตขณะพักรักษาอยู่ใน
โรงพยาบาล
 
                โดยทั่วไป การฟื้นตัวของร่างกายมักจะต้องใช้เวลา ถ้าจะดีขึ้นก็จะเริ่มมีอาการดีขึ้นให้เห็นภายใน 2-3 สัปดาห์ และจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถช่วยตัวเองได้หรือหายจนเกือบเป็นปกติ
 
                ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลัง 6 เดือนไปแล้วก็มักจะพิการ อย่างถาวร ซึ่งมากน้อยขึ้นกับความรุนแรงของโรคและ สภาพของร่างกายผู้ป่วย

3.ในรายที่เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้น้ำเกลือ ใส่ท่อหายใจและเครื่อง ช่วยหายใจควบคุมความดันดลหิตถ้าสูงรุนแรง เป็นต้น ในรายที่มีก้อนเลือดในสมองอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัด สมองแบบเร่งด่วน ส่วนในรายที่มีเลือดออกเพียงเล็กน้อย และไม่กดถูกสมองส่วนสำคัญ ก็อาจไม่ต้องผ่าตัด เมื่อปลอดภัยแล้วจึงค่อยทำการฟื้นฟูสภาพต่อไป
                ผลการรักษาขึ้นกับตำแหน่งและปริมาณของเลือดที่ออก สภาพของผู้ป่วย (อายุ โรคประจำตัว) และ การเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
                ถ้าเลือดออกในก้านสมองจะมีอัตราตายสูงถึง ร้อยละ 90-95 เมื่อพบภาวะนี้มักจะไม่สามารถให้การบำบัดรักษา
                ถ้าก้อนเลือดมีขนาดใหญ่ และแตกเข้าโพรงสมอง จะมีอัตราตายถึงร้อยละ 50
                ถ้าเลือดออกที่บริเวณผิวสมอง หรือก้อนเลือด ขนาดเล็ก และไม่แตกเข้าโพรงสมองจะมีอัตราตายต่ำ
            ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หากรอดชีวิต ก็มักจะมีความพิการอย่างถาวร บางรายอาจกลายสภาพเป็นผัก หรือคนนิทรา (vegetative  state) อยู่นานหลายปี ในที่สุดมักเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อต่าง ๆ
                ส่วนผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ซึ่งมักเกิดจากการแตก ของหลอดเลือดที่ผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด ถ้าแตกตรง ตำแหน่งที่ไม่สำคัญ และได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้ง แต่แรก มักจะสามารถฟื้นหายได้เป็นปกติ
                ผู้ป่วยหลังผ่าตัดบางราย แม้ว่าร่างกายจะฟื้นตัว ได้ดีแต่อาจมีโรคลมชักแทรกซ้อนตามมา จึงจำเป็นต้องกินยากันชักควบคุมอาการตลอดไป

 การป้องกัน   
1.งดสูบบุหรี่  หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จัดลดอาหารที่มีไขมันมาก ลดน้ำหนัก (ถ้าอ้วน) และหมั่นออกำลังกายเป็นประจำ เพื่อป้องกันมิให้มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งเร็ว
2.ตรวจเซ็กความดันโลหิต เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือด ถ้ามีภาวะผิดปกติ ควรรักษาเป็นประจำอย่าได้ขาดเพราะเมื่อควบคุมภาวะเหล่านี้ได้ ก็จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพาต
3.ถ้าเคยมีอาการอัมพาตชั่วคราวจากสมองขาดเลือดชั่วขณะ (ทีไอเอ) ควรรีบปรึกษาแพทย์ และกินยาแอสไพริน หรือยาต้านการจัดตัวของเกล็ดเลือด ตามแพทย์สั่งเป็นประจำอย่าได้ขาด
4. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจรูมาติกผู้ป่วยผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตามเป็นต้นควรปรึกษาแพทย์อาจจำเป็น ต้องกินยาแอสไพริน หรือยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือดเพื่อป้องกันมิให้เกิดลิ่มเลือดที่หัวใจแล้วหลุดลอยไปอุด ตันในหลอดเลือดสมอง

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ประสาทและสมอง

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient