Symptoms & Disease

ประสาทและสมอง

เลือกดูโรคอื่นๆ

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)
โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่มีความผิดปกติของเซลล์สมองชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะอาการผิดปกติค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างช้า ๆ 
                พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป และจะพบมากขึ้นเรื่อย ๆตามอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย่างเข้าวัย 70 ปีขึ้นไป จะพบได้บ่อยขึ้น  (ในต่างประเทศจะพบประมาณร้อยละ 1- 5 ของผู้ที่อายุเกิน 50 ปี)
                เพศชายและเพศหญิงมีโอกาสพบโรคนี้ได้พอๆ กัน ผู้ป่วยจะมีอาการสั่น  ร่วมกับอาการแขนขาเกร็งและเคลื่อนไหวช้าโบราณเรียกว่า โรคสั่นสันนิบาต

สาเหตุ
                ส่วนใหญ่เกี่ยวกับความชราภาพของสมองซึ่งพบ ว่าเซลล์สมองส่วนที่สร้างสารโดพามีน (dopamine) ที่มี ชื่อว่า เซลล์ประสาทสีดำ  (substantia nigra) ซึ่งอยู่ในส่วน ลึกของก้านสมอง) มีจำนวนลดลง เป็นเหตุให้สมองพร่องสารโดพามีนซึ่งควบคุมการทำงานของร่างกาย  ทำให้ร่างกายเกิดอาการเคลื่อนไหวช้า เกร็ง และสั่น
                ในปัจจุบันยังไม่ทราบว่าอะไรทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์สมองส่วนดังกล่าว จึงจัดว่าเป็นภาวะที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และไม่อาจจะพยากรณ์ได้ว่าใครบ้างที่อาจกลายเป็นโรคนี้ เมื่ออย่างเข้าวัยสูงอายุ
                ผู้ป่วยส่วนน้อยอาจพบว่ามีสาเหตุแน่ชัด เช่น พบร่วมกับการใช้ยาทางจิตประสาทฟีโนไทยอาซีน (phenothiazine) หรือฮาโลเพอริดอล (haloperidol) หรืออาจพบร่วมกับการใช้ยาลดความดันโลหิตกลุ่มรีเชอร์พีน  หรือเมทิลโดพา (methyldopa) ซึ่งขัดขวางการทำงาน                ของสารพามีน การใช้สารเสพติดเอมพีทีพี (MPTP ซึ่งเป็นสารอนุพันธ์ฝิ่นชนิดหนึ่งที่เจือปนอยู่ในเฮโรอีนสังเคราห์) ที่มีฤทธิ์ทำลายกลุ่มเซลล์ประสาทสีดำ การถูกสารพิษ (เช่น แมงกานีส ไซยาไนด์ เมทานอล ก๊าชคาร์บอนมอนอกไซด์) ทำให้เซลล์สมองเสื่อม
                นอกจากนี้  ยังอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ที่มีผลต่อเซลล์สมอง เช่น ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ สมองขาดออกซิเจนในผู้ป่วยจมน้ำ ถูกบีบคอ หรือมีภาวะอุดกั้น ของทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร  ศีรษะได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน (เช่น การต่อยมวย) สมองอักเสบ   เนื้องอกสมอง  เป็นต้น
อาการ

                ผู้ป่วยจะมีอาการสั่น  เกร็ง และเคลื่อนไหวเชื่องช้า ซึ่งจะค่อย ๆเกิดรุนแรงขึ้นทีละน้อย กินเวลาเป็นแรมปี
                ร้อยละ 60–70 ของผู้ป่วยจะมีอาการสั่นเป็นอาการเริ่มต้นของโรค โดยมีลักษณะเฉพาะ คือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่ง ๆ แต่เวลาเคลื่อนไหวหรือใช้มือทำอะไร จะสั่นน้อยลง หรือหยุดสั่น อาการสั่นอาจเริ่มขึ้นที่มือ แขน ขา คาง ศีรษะหรือลำตัวก็ได้ระยะแรกของโรคอาจเกิดขึ้นข้างเดียวก่อน
ต่อมาจึงมีอาการทั้ง 2 ข้าง 
                ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนขาและลำตัว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อย (โดยที่ไม่ได้เคลื่อนไหวหรือทำงานหนักแต่
อย่างใด) จนบางรายต้องกินหรือทายาแก้ปวดเมื่อย หรือหาหมอนวดมาบีบนวด หรือไปปรึกษาแพทย์โรคกระดูกและข้อ
                ผู้ป่วยจะมีอาการเคลื่อนไหวเชื่องช้า ในระยะแรกจะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรช้าลงจากเดิมมาก เช่น ลุกจากเก้าอี้ลำบาก (เชื่องช้า) พลิกตัวบนที่นอนลำบากออกก้าวเดินหรือหันตัวหรือหยุดเดินลำบาก มักเดินเชื่องช้างุ่มง่าม ในรายที่เป็นมากขึ้นหรือทรงตัวไม่อยู่อาจหกล้ม บ่อยจนกระดูกต้นแขนขาหัก ศีรษะแตก ต่อมาอาจเดินเองไม่ได้ ต้องใช้ไม้เท้าหรือมีคนคอยพยุง
 
                บางรายอาจมีอาการพูดเสียงเครือ ๆ เบาฟังไม่ชัดและเมื่อพูดไปนาน ๆ เสียงจะค่อย ๆ หายไปในลำคอบางรายอาจมีอาการพูดเสียงราบเรียบระดับเดียว หรืออาจเขียนหนังสือได้ลำบาก และตัวเขียนจะค่อย ๆ เล็กลงจนอ่านไม่ออก หรืออาจมีอาการกลืนลำบากและมีน้ำลายสอที่มุมปาก
ข้อแนะนำ

1.โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง หากปล่อยไว้ไม่รักษา ก็จะค่อย ๆ เป็นมากขึ้น จนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ภายใน 3-10 ปี ในปัจจุบันมียาที่ใช้รักษาได้ผลดี ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตกลับสู่ปกติหรือชะลอความรุนแรงลงได้ดังนั้นจึงควรติดต่อรักษากับแพทย์อย่าได้ขาด
2.โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่สามารถถ่ายทอดไปให้ลูกหลานญาติพี่น้องของผู้ป่วย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะ ติดโรคจากผู้ป่วย ขณะเดียวกันก็ควรเอาใจใส่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด แสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจผู้ป่วยและช่วยแก้ไขภาวะแทรกซ้อนหรืออาการผิดปกติ เช่นท้องผูก (ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆให้กินผักและผลไม้มาก ๆพาผู้ป่วยเดินหรือทำกายบริหารให้ยาระบาย) อาการปวดเมื่อย (ช่วยบีบนวดประคบด้วยน้ำอุ่นจัด ให้กินพาราเซตามอล บรรเทา) กินอาหารได้น้อย (ควรกระตุ้นและเตรียมหาอาหารที่ถูกปากให้ผู้ป่วยได้รับให้เพียงพอ)
3. ผู้ป่วยควรหมั่นฝึกเดิน บริหารข้อต่าง ๆ และรักษาร่างกายให้สมส่วน ควรเคลื่อนไหวร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่านอนหรือนั่งนิ่ง ๆ ขณะเดียวกัน ก็ต้องระมัดระวังอย่าให้เดินหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุ
4.โรคพาร์กินสันเป็นคนละโรคกับโรคอัมพาตครึ่งซีก แม้ว่าจะมีอาการแขนขาเกร็ง เคลื่อนไหวช้า คล้ายอัมพาต แต่ก็สามารถแยกออกจากโรคอัมพาตโดยผู้ป่วยโรคพาร์กินสัตจะตรวจพบว่ากล้ามเนื้อมีเรี่ยวแรงเป็นปกติทุกส่วน
                ผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งอ่อนแรง หรือแขนขามีอาการชา (เข็มแทงไม่เจ็บ) มักจะเกิดจากสาเหตุอื่นมากกว่าโรค
พาร์กินสัน

 
การรักษา
                หากสงสัยควรแนะนำไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางประสาทวิทยา
                การวินิจฉัยโรคนี้มักอาศัยอาการแสดง ได้แก่ อาการเคลื่อนไหวช้า เกร็ง และสั่นเป็นสำคัญ ส่วนการตรวจพิเศษ เช่น การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์  การตรวจคลื่นสมอง เป็นต้น มักพบว่าเป็นปกติ จึงไม่มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้
                การรักษาโรคพาร์กินสัน มีวิธีหลักอยู่ 3 วิธีด้วยกันคือ
1.  การรักษาทางยา  เป็นกลุ่มยาที่ใช้บรรเทาอาการ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตเป็นปกติสุขหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  มิใช่ยาที่ทำให้เชลล์สมองที่ตายไป แล้วฟื้นตัวกลับมาหรืองอกใหม่ได้  ยาที่ใช้กันได้แก่
 
                ก. เลโวโดพา (levodopa) เป็นยาที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ตัวยาจะเปลี่ยนเป็นสารโดพามีนเข้าสู่ สมองโดยตรง เป็นการทดแทนสารโดพามีนที่พร่องไป มักผสมกับยากลุ่มอื่นเพื่อลดผลข้างเคียงของยาเลโวโดพามีชื่อทางการค้า เช่น ไซเนเมต (sinemet) เป็นยาผสมระหว่างเลโวโดพากับคาร์มิโดพา (carmidopa) มาโดพาร์ (Madopar) เป็นยาผสมระหว่างกเลโวโดพากับเบนเซอราไซด์ (benserazide) ขนาดของยาเลโวโดพาที่ใช้วันละ 300–800 มก.แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง ยาทั้ง 2 ชนิดนี้มีสรรพคุณและผลข้างเคียงพอ ๆ กัน ผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก  ปัสสาวะลำบาก  ต้อหิน  หัวใจเต้นผิดปกติ อาจทำให้นอนไม่หลับ สับสน เห็นภาพหลอน ในรายที่ใช้ขนาดสูงนาน ๆ อาจทำให้แขนขามีการเคลื่อนไหวผิดปกติได้
                ข. เบนซ์โทรได้ (benztropine) มีชื่อทางการค้า เช่น โคเจนทิน (Cogentin) ขนาดวันละ 2- 6 มก.หรือ ไตรเฮกซีเฟนิดิล    (trihexyphenidy) มีชื่อทางการค้า เช่น อาร์เทน (Artane) ขนาดวันละ 6 -15 มก.แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อย หรือใช้เสริมกับยาเลโวโดพาในการควบคุมอาการสั่น หรือใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนจากยาเลโลโดพา ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียง ได้แก่ อาการปากแห้ง  คอแห้ง ตามัวท้องผูก ปัสสาวะลำบาก ความจำเสื่อม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยอายุเกิน 70 ปี
                ค.กลุ่มยากระตุ้นโดพามีน (dopamine agonist) เช่น โบรโมคริปทีน (bromocriptine) มีชื่อทางการค้า เช่น พาร์ดลเดล    (Parlodel) วิธีใช้ให้เริ่มจากวันละ 1.25 มก. แล้วค่อย ๆ ปรับขนาดยาขึ้นจนถึงประมาณวันละ 10-40 มก. แบ่งให้วันละ 2-3 ครั้ง ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อย หรือใช้ร่วมกับยาเลโวโดพา ยานี้อาจมีผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน สับสน ประสาทหลอน
                ง. กลุ่มยาต้านโมโนเอมีนออกซิเดส (monoamine oxidase inhibitors) เช่น เซเลจิลีน (selegiline) มีชื่อทางการค้า เช่น
จูเมกซ์ (Jumex)ใช้ขนาดครั้งละ 5 มก.วันละ 2 ครั้ง ยานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันระยะแรกเริ่ม อาจมีผลข้างเคียง ได้แก่ ปากแห้ง    นอนไม่หลับ
2.การรักษาทางกายภาพบำบัด ช่วยให้ร่างกายสมส่วน  ทรงตัว และเคลื่อนไหวถูกต้องรวมทั้งแก้ไขภาวะแทรกซ้อน เช่น หลังโก่ง ไหล่ติด
ปวดคอ ปวดเอว ปวดหลัง ปวดขา เป็นต้น
                วิธีการง่าย ๆ ที่ผู้ป่วยอาจทำเองได้  มีดังนี้
ก. การเดิน ให้ยืนตัวตรงก่อนออกเดินก้าวเท้าให้ยาวพอควร (อย่าสั้นเกินไป) เดินเอาส้นเท้าลงให้เต็มฝ่าเท้า (อย่าใช้แต่ปลายเท้า) ขณะเดินให้แกว่งแขนไปด้วยจะช่วยให้ทรงตัวดีขึ้น  ห้ามหมุนตัวหรือกลับตัวเร็ว ๆ หรือเดินหันรีหันขวาง หรือเดินไขว้ขา บางรายอาจจำเป็นต้องใช้ไม้เท้าช่วย
.การจัดท่าของร่างกาย ให้ส่องกระจกดูตัวเองเพื่อแก้ไขท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น คอเอียง ไหล่เอียง หลังโก่ง  เป็นต้น
                บริหารกล้ามเนื้อหลังโดยแอ่นท้องในท่านอน  หงายราบกับพื้นแข็งวันละ 30 นาที ฝึกยืนยืดตัวเต็มที่ โดยการยืนเชิดหน้าเชยคาง หลังชิดผนังห้อง ขา 2 ข้าง ห่างกันเล็กน้อยปลายส้นเท้าห่างจากผนังประมาณ 4 นิ้ว จากนั้นยกไหล่ หลังและหัว แตะกำแพง
ค. การทรงตัว ควรบริหารข้อทุกข้อสม่ำเสมอ ทุกวันห้ามใส่รองเท้าส้นสูง ให้ใช้รองเท้าส้นเตี้ย อย่าใช้รองเท้าที่ทำด้วยยางหรือวัสดุที่เหนียวติด
พื้นง่าย  
ง. การนอน ควรใช้เตียงที่ไม่สูงเกินไป เวลาขึ้นเตียงนอนให้นั่งที่ขอบเตียงก่อน จากนั้นค่อยเอนตัวลงนอนตะแคงข้าง โดยใช้ข้อศอกยัน ยกเท้าขึ้นขอบเตียงแล้วค่อยเอนตัวนอนหงายบนเตียง วิธีนี้จะช่วยป้องกันอาการปวดเอว ปวดหลัง ถ้าจะลุกเข้าห้องน้ำตอนดึก ต้องเปิดไฟให้สว่าง  อย่าเดินสุ่มในความมืด
3. การรักษาด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ป่วย ที่มีอายุน้อยและมีอาการไม่มากนัก แพทย์จะทำการผ่าตัดสมอง โดยนำเนื้อเยื่อ (จากต่อมหมวกไต หรือปมประสาทบริเวณคอ หรือเซลล์สมองของทารกที่เสียชีวิตในครรภ์)ไปปลูกถ่ายในสมองเพื่อให้เนื้อเยื่อเหล่านี้สร้างสารโดพามีน
ขึ้นมาทดแทน วิธีนี้ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องกินยาหรือลดขนาดยาลงได้   
              ในบางรายแพทย์อาจทำการผ่าตัดฝังสาย (electrode) เพื่อกระตุ้นด้วยไฟฟ้าไว้ในสมอง (deep brain stimulaton/DBS) ซึ่งจะช่วยแก้ไขอาการยุกยิก  แข็งเกร็งและสั่น

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ประสาทและสมอง

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient