Symptoms & Disease

ทางเดินอาหาร

เลือกดูโรคอื่นๆ

โรคลำไส้แปรปรวน (lrritable borel syndrome / IBS)

โรคลำไส้แปรปรวน (กลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า ไอบีเอส ก็เรียก)
                เป็นภาวะที่ลำไส้ทำหน้าที่ผิดปกติ โดยไม่มีพยาธิสภาพหรือความผิดปกติของโครงสร้างลำไส้และโรคทางกายอื่นใดก่อให้เกิดอาการปวดท้อง มีลมในท้องมาก ร่วมกับท้องเดินหรือท้องผูกแบบเรื้อรัง จัดว่าเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการท้องเดินเรื้อรัง

                ในกลุ่มประเทศตะวันตกพบโรคนี้ประมาณร้อยละ 10-20 ของคนทั่วไป ส่วนในบ้านเราจากการศึกษาเบื้องต้นพบประมาณร้อยละ 4–7 ของคนทั่วไป 

                โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยสูงอายุ ส่วนใหญ่มักจะเริ่มมีอาการครั้งแรกตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป พบมากในช่วงอายุ
30-50 ปี และหลังอายุ 60 ปี จะพบน้อยลง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 1.5-3 เท่า

                โรคนี้แม้จะมีอาการเป็นๆ หายๆ เป็นแรมปีหรือตลอดชีวิตก็ไม่มีภาวะแทรกซ้อน  หรือกลายเป็นโรคร้ายแรงแต่อย่างใด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีสุขภาพแข็งแรงและทำงานได้เป็นปกติ

สาเหตุ
                โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น กรรมพันธุ สิ่งแวดล้อม สภาพจิตใจ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท ระบบฮอร์โมน และสารเคมีต่างๆ พรอสตาแกลนน ซีโรโทนิน แบรดิไคนิน เป็นต้น) ที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ทำให้ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ผิดปกติไป กล่าวคือ ลำไส้ใหญ่มีความไวต่อสิ่งกระตุ้น (ได้แก่ ความเครียด อาหารบางชนิด) มีการเคลื่อนตัวเร็วกว่าปกติ
(ทำให้ท้องเดิน) หรือช้ากว่าปกติ (ทำให้ท้องผูก) และมีการบีบตัวมากกว่าปกติ (ทำให้ปวดท้อง)
 
                นอกจากนี้ยังพบว่า การติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ชักนำให้เกิดโรคนี้ได้ เรียกว่า โรคลำไส้แปรปรวนหลังติดเชื้อ (postinfectious IBS)
 
อาการ
               มีลักษณะเฉพาะ คือ มีอาการปวดท้อง มีลมในท้องร่วมกับท้องเดิน ท้องผูก หรือท้องเดินสลับท้องผูกเป็นๆ หายๆ เป็นแรมปี อาการเหล่านี้อาจเป็นต่อเนื่องทุกวันหรือเป็นบางวันหรือบางช่วง ซึ่งนับรวมๆ กันแล้วเป็นเวลามากกว่า 12 สัปดาห์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อาการจะมีลักษณะและความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละคน หรือแต่ละช่วงเวลา ส่วนน้อยที่จะมีอาการมากจนผู้ป่วยต้องไปปรึกษาแพทย์
 
 
                อาการปวดท้องมีลักษณะไม่แน่นอนอาจปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ ปวดตื้อๆ ปวดแปลบๆ หรือแน่นอึดอัด ไม่สบายท้อง ส่วนใหญ่จะปวดบริเวณท้องน้อยข้างซ้าย (บางรายอาจปวดทั่วท้อง) อาการจะทุเลาทันทีหลังถ่ายอุจจาระหรือผายลม
               
                ผู้ป่วยมักมีลมในท้องมาก ท้องอืด เวลาถ่ายอุจจาระมักมีลมออกมาด้วย
 
                ในรายที่มีอาการท้องเดินเป็นอาการเด่น จะมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อย (มากกว่า 3 ครั้ง/วัน) โดยมักมีอาการปวดท้องอยากถ่ายทันทีหลังกินอาหาร โดยเฉพาะมื้อที่กินอาหารหลังปล่อยให้ท้องว่างมานาน (เช่น มื้อเช้า) กินอาหารมาก กินเร็วๆ หรือกินอาหารชนิดที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ผู้ป่วยจะปวดท้องถ่ายแบบกลั้นไม่อยู่ ต้องเข้าห้องน้ำทันที บางรายอาจมีอาการเหมือนถ่ายอุจจาระไม่สุด อยากถ่ายบ่อยๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งถ่ายไปไม่นาน โดยทั่วไปมักถ่าย 1–3 ครั้งหลังอาหารบางมื้อ แล้วหายเป็นปกติ อาการไม่รุนแรง ไม่มีคลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีภาวะขาดน้ำและส่วนใหญ่หลังเข้านอนแล้วมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาถ่ายอุจจาระจนกระทั้งรุ่งเช้า
               
                 ในรายที่มีอาการท้องผูกเป็นอาการเด่นจะมีอาการถ่ายอุจาระน้อยกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์ อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็งขนาดเล็ก
ถ่ายลำบาก ต้องออกแรงเบ่ง และมีอาการปวดปิดในท้องร่วมด้วย

                บางรายอาจมีอาการท้องเดินสลับท้องผูกเป็นช่วงๆ 

                ประมาณครึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายมีมูกปนออกมากับอุจจาระ มูกนี้คือน้ำเมือก (mucus) ปกติที่เยื่อบุลำไส้หลั่งออกมาเพื่อให้ความชุ่มชื้น และปกป้องผิวลำไส้ ไม่มีกลิ่นเหม็น  และไม่มีเลือดปน

                บางรายอาจมีอาการปวดท้อง มีลมในท้อง โดยไม่มีอาการท้องเดินหรือท้องผูกร่วมด้วยก็ได้ คล้ายอาการอาหารไม่ย่อย หรือโรคกระเพาะอาหาร

                ผู้ป่วยมักมีอาการกำเริบหรือรุนแรงขึ้น เนื่องจากสิ่งกระตุ้น ได้แก่
  • ความเครียดทางจิตใจ วิตกกังวล ซึมเศร้า
  • อาหารบางชนิด เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารเผ็ดจัด มันจัด กะทิ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟซ็อกโกแลต แยม ผลไม้ น้ำหวาน น้ำผึ้ง หมากฝรั่ง โคล่าน้ำโซดา น้ำอัดลม เป็นต้น
  • อาหารมื้อหนัก (กินปริมาณมาก) หรือกินอาหารหลังปล่อยให้ท้องว่างมานาน หรือกินอาหารเร็วๆ
  • ยาบ้างชนิดที่มีผลข้างเคียงทำให้ท้องผูกหรือท้องเดิน
  • ขณะมีประจำเดือน
  • การติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้
               นอกจานี้ ผู้ป่วยอาจมีภาวะอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคกังวลทั่วไป โรคซึมเศร้า อาหารไม่ย่อย ไมเกรน อาการปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดประจำเดือน ปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นต้น

 
ข้อแนะนำ
1. ควรอธิบายธรรมชาติของโรคและให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่า ถึงแม้โรคนี้จะมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง และไม่มียารักษาโดยเฉพาะหรือให้หายขาด แต่ก็ไม่มีอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งไม่กลายเป็นมะเร็งหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง เพียงสร้างความรำคาญหรือความลำบากในการคอยหาห้องน้ำ เวลาเดินทางออกนอกบ้านหากจำเป็นก็สามารถใช้ยาบรรเทาอาการเป็นครั้งคราว    
 
2.ควรแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตว่ามีสิ่งกระตุ้นหรือเหตุกำเริบจากอะไร (ความเครียด อาหาร ยา) แล้วหลีกเลี่ยงเสีย และดูแลตนเองด้วยการปฏิบัติตัวต่างๆ อาการก็จะทุเลาได้
 
3.ในรายที่มีอาการผิดแผกไปจากเกณฑ์การวินิจฉัย หรือสงสัยเกิดจากสาเหตุอื่นหรือโรคร้ายแรง เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม
 
การรักษา
1. ถ้ามีอาการเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคลำไส้แปรปรวน ควรซักถามประวัติอาการของผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการกำเริบ (หากผู้ป่วยยังไม่ทราบชัดเจน แนะนำให้สังเกตและบันทึกไว้เมื่อมีอาการกำเริบใหม่) แล้วแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว ดังนี้
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ฝึกโยคะ รำมวยจีน ฝึกสมาธิ สวดมนต์ หรือผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีความเครียดเป็นเหตุกำเริบ  
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นเหตุกำเริบ (เช่น นมอาหารเผ็ดจัด อาหารมัน แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น) กินอาหารช้าๆ กินอาหารพออิ่ม หรือมื้อละน้อยแต่บ่อยขึ้น
  •  หลีกเลี่ยงยาที่มีผลให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเดิน
  •  ดื่มน้ำมากๆ (ประมาณวันละ 8 – 12 แก้ว) และกินอาหารที่มีกากใย (ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช)ให้เพียงพอ
                 สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกควรเพิ่มกากใยให้มากขึ้น ถ้าไม่ได้ผลให้กินสารเพิ่มกากใย
 
                สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเดิน ระวังอย่าให้กากใยมากเกิน อาจทำให้ถ่ายท้องมากขึ้น

2. ถ้ายังไม่ได้ผลหรือมีอาการมากจนมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ควรให้ยาบรรเทาตามอาการเป็นครั้งคราว เช่น ให้แอนติสปาสโมดิก สำหรับอาการปวดบิดท้อง โลเพอราไมด์สำหรับอาการท้องเดิน ยาระบายสำหรับอาการท้องผูก ยาทางจิตประสาท สำหรับอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือนอนไม่หลับ เป็นต้น     

3. ถ้ามีอาการรุนแรง น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือดสดหรือถ่ายดำ ซีด มีไข้ ท้องเดินอย่างต่อเนื่องทุกวันนานเกิน 1 สัปดาห์ ท้องผูกรุนแรง ลุกขึ้นถ่ายหลังนอนหลับตอนกลางคืน มีประวัติของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัวหรือเริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่อมีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือสงสัยจะเกิดจากสาเหตุอื่น  หรือให้ยาบรรเทาไม่ได้ผล ควรแนะนำผู้ป่วยไปตรวจที่โรงพยาบาลหรือพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจต้องตรวจอุจจาระ การตรวจเอกซเรย์ บางรายอาจต้องใช้กล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ (sigmoidoscopy‚ colonoscopy) เพื่อหาสาเหตุ โดยเฉพาะโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่
 
                ถ้าตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ก็จะให้การรักษาแบบโรคลำไส้แปรปรวน
 
                หากให้ยาไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ก็จะให้การรักษาแบบโรคลำไส้แปรปรวน
 
                หากให้ยาขั้นพื้นฐานบรรเทาอาการไม่ได้ผล หรือมีอาการรุนแรง อาจพิจารณาให้ยาชนิดใหม่ๆ เช่น อะโลซีทรอน (alosetron) สำหรับผู้ป่วยที่มีท้องเดินเป็นอาการเด่น หรือเทกาซีรอด (tegaserod) สำหรับผู้ป่วยที่มีท้องผูกเป็นอาการเด่น ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ใช้ได้ผลดีสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ชายและควรระมัดระวังการใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
 
                ในรายที่มีภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าร่วมด้วยอาจต้องปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้ยาทางจิตประสาท  และทำจิตบำบัด
 

โรคพยาธิใบไม้ตับ (liver fluke หรือ opisthorchis)

โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ (liver flukeหรือ opisthorchis)ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลา...

+ Read More

รากประสาทถูกกด (Spinal nerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated disk)

รากประสาทถูกกด (Spinalnerve root compression) หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniateddi...

+ Read More

ทางเดินอาหาร

Ambulance call

1669
Available 24 Hours

Are you five-star healthcare provider?
list your practice
to reach million of patient